ศาสนาและการเมืองในพม่า

โดย เสรีภาพ ณ ชะเยือง

 

เหตุการณ์ในพม่าเมื่อได้รับอิสรภาพใหม่ๆ  ก็คล้ายกับศรีลังกา ที่ต้องต่อสู้กับจอมเผด็จการจากอังกฤษ ซึ่งพยายามทำลายศาสนาและวัฒนธรรมดั้งเดิมของพม่าอย่างยาวนาน  หลังจากที่ถูกบ่อนทำลายศาสนาพุทธ จนบทบาทศาสนาพุทธต่อระบบการเมืองและสังคมของพม่าหายไปพักหนึ่ง ชาวพม่าก็พยายามต่อสู้ฟื้นฟูศาสนาพุทธขึ้นมาอีก

วิวัฒนาการในพม่า ยากต่อการแยกแยะระหว่างการใช้ศาสนาทางการเมืองและการพัฒนาสังคม เพราะค่อนข้างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวจนแยกไม่ออก

 

 

 

 

 

 

 


Burma's Prisoner

ในช่วงที่ตกเป็นอาณานิคม ชาวพุทธถูกกีดกันในการเข้าทำงานกับรัฐบาลทั้งๆที่    ตามกฎหมายแล้วก็ไม่ได้มีการห้ามคนศาสนาอื่นเข้ารับราชการ แต่ทางปฏิบัติ รัฐบาลก็พยายามใช้คนอินเดีย คนอังกฤษลูกครึ่งพม่า และคนอังกฤษเองเป็นพนักงานของรัฐเสียเป็นส่วนมาก

ศาสนาพุทธ ถูกตัดความสำคัญออกไปจากรัฐอาณานิคมอย่างสิ้นเชิง ได้มีการพยายามปลูกฝังศาสนาคริสเตียน บ่อนทำลายวัฒนธรรมของชาติต่างๆ นานา เช่น การบังคับให้ใช้ภาษาอังกฤษ  และการจัดการศึกษาแบบอังกฤษโดยให้มิชชั่นนารีตั้งโรงเรียนขึ้นมา ยกเลิกโรงเรียนวัดที่สอนโดยพระสงฆ์มาแต่โบราณ

การกระทำเช่นนี้ ทำให้บทบาทของพระสงฆ์ในสังคมพม่าได้รับการยอมรับน้อยลง และจำนวนนักเรียนที่เคยเข้าเรียนตามโรงเรียนวัดต่างๆ ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ของนักเรียนทั่วประเทศในปี 1885 ได้ลดลงเหลือน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ในเวลาต่อมา งานการเมืองของอังกฤษ ทำให้สถาบันทางสังคมเก่าของพม่าพังพินาศ  ในทางศาสนา การปกครองของสงฆ์ก็ถูกตัดขาด ทำให้สถาบันสงฆ์ล้มเลิกไปโดยปริยาย และพระสงฆ์ขาดระเบียบวินัย

การต่อสู้ของฝ่ายรักชาติศาสนาเริ่มขึ้น โดยชาวพุทธรักชาติที่มีการศึกษาเป็นจำนวนมากปฏิเสธการเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐบาล หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ดอกเตอร์บามาว (Dr. Ba  Maw) ซึ่งจบการศึกษาทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเคมบริจในอังกฤษ และได้รับปริญญาเอกจากฝรั่งเศส รับเป็นทนายว่าความให้ผู้นำกบฏพม่าชื่อซายา ซาน(Saya San)

การว่าความครั้งนั้น ทำให้บามาวเป็นที่รู้จัก โดยมีอูซอว์ (U Saw) ทนายความและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เล็กๆ ชื่อ ทุริยะ(Thuriya) ฉวยโอกาสใช้ชื่อเสียงของซายา ซาน ในการสร้างความนิยมให้แก่ตนเองและเรียกร้องเสรีภาพจากอังกฤษด้วย

อังกฤษยอมให้พม่าเป็นอิสระจากตัวแทนพระองค์ผู้ปกครองอินเดียซึ่งปกครองพม่าด้วย และตั้ง ดร. บามาว ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหุ่น

ดร. บามาว พยายามฟื้นฟูบทบาทของพระสงฆ์และชาวพุทธขึ้นมาใหม่ คงหวังจะให้เป็นกำแพงต่อต้านอังกฤษ แต่เหตุการณ์ผันผวน มีการต่อสู้ทางการเมืองกันเองภายในระหว่างบามาว กับ อูซอว์  ทั้งสองต่างแสวงหาผู้สนับสนุนจากอังกฤษ หรือญี่ปุ่น  และถูกจับติดคุกทั้งคู่ จนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น งานนี้จึงทำได้ไม่มากนัก

การต่อสู้เพื่อเอกราชอย่างอิสระอีกกลุ่มหนึ่ง เกิดขึ้นโดยกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยร่างกุ้งในปี 1938  โดยบิดาของนาง ออง ซาน ซูจี  คือ ออง ซาน (Aung San) ซึ่งเป็นนักศึกษาปีที่ 2 ในฐานะเลขาธิการของกลุ่มทะขิ่น(Thakins) หรือกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “เราคือคนพม่า(We-Burmans)” ได้ร่วมกับพรรคพวก จัดการเดินขบวนต่อต้านอังกฤษขึ้น หนึ่งในกลุ่มผู้นำนั้นคือทะขิ่น นุ(  Thakin Nu )หรือ อู นุ ผู้นำพม่าในเวลาต่อมา  การเดินขบวนทำให้เกิดการปะทะรุนแรงกับคนอินเดียและชนกลุ่มน้อย ทำให้คนพม่าไม่ค่อยพอใจกลุ่มทะขิ่น

การต่อสู้เพื่อเอกราชจากอังกฤษ ยืดเยื้อจนใกล้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงนั้นออง ซานกับพวกกลายเป็นนักรบเพื่อเสรีภาพที่เร่ร่อนไปทั่ว  ทำให้เห็นว่า การปลดแอกพม่า จำเป็นต้องดึงมหาอำนาจอื่นเข้าช่วย หนึ่งนั้นคือญี่ปุ่น ซึ่งต้องการยึดครองพม่าจากอังกฤษ

ก่อนญึ่ปุ่นบุกพม่า ได้ยึดประเทศไทยไว้แล้ว ออง ซาน และเพื่อนชื่อ เน วิน(Ne Win) รวมกับพรรคพวก รวม 30 คน ซึ่งภายหลังได้รับฉายาว่า “กลุ่มวีรบุรุษสามสิบ(Thirty Heroes)” ได้เดินทางเข้ามาอบรมยุทธวิธีต่อสุ้ภายในค่ายทหารญี่ปุ่นในประเทศไทย และอองซาน กลับไปรวบรวมชนกลุ่มน้อย พวกลี้ภัย  กลุ่มผู้ก่อการร้าย กลุ่มทะขิ่นนักสู้รุ่นเก่า ตั้งเป็นกองทัพอิสระขนาดเล็กขึ้น เพื่อก่อกวนอังกฤษ

กองทัพอิสระพม่าร่วมญี่ปุ่นขับไล่อังกฤษได้สำเร็จในปี 1942  และญี่ปุ่นได้นำ ดร.บามาว ออกจากคุกมาเป็นนายกรัฐมนตรี มีออง ซาน เป็นรัฐมนตรีสงคราม และอูนุ เป็น ผู้นำกองทัพ (Chief-of-Staff of the Army)

เมื่อใกล้สงครามโลกที่สองสิ้นสุด ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในการรบและอ่อนแอลง  อองซาน ได้ฉวยโอกาสรวบรวมพรรคพวกประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และได้ขับไล่ญี่ปุ่นให้ถอยกลับประเทศไทย

เมื่อญี่ปุ่นยอมรับการแพ้สงคราม อังกฤษพยายามกลับมามีอำนาจในพม่าอีก แต่อองซานและพวกได้ก่อตั้ง  สันนิบาตเพื่อเสรีภาพของประชาชนต่อต้านเผด็จการ(Anti-Fascist People's Freedom League (AFPFL))ขึ้นต่อต้านอังกฤษ  และการต่อต้านลุกลามทั่วประเทศ จนในที่สุด อังกฤษซึ่งก็อ่อนล้าลงมาก ได้เชิญอองซานและพวกไปเจรจาเพื่อการคืนอิสรภาพให้พม่า  โดยมี อู ซอว์ ซึ่งถูกจับขังไว้ที่อูกานดามานาน ถูกอังกฤษปล่อยตัวให้เป็นผู้นำคนหนึ่งที่ไปร่วมเจรจาด้วย

 

การตั้งรัฐบาลพม่าในยุคอองซาน มีการนำพระสงฆ์เข้าร่วมในคณะก่อการด้วย

ข้อตกลงเพื่อเสรีภาพพม่า ได้ลงนามร่วมกับอังกฤษโดยอองซานและพวก ในวันที่ 27 มกราคม 1947 แต่อู ซอว์ไม่ยอมลงนามด้วย โดยอ้างว่า ออง ซาน ยอมอ่อนข้อให้อังกฤษมากเกินไป  อย่างไรก็ดี การลงนามนี้ ทำให้เกิดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันที่ 9 เมษายน 1947 พรรค AFPFL ของออง ซาน ชนะเลือกตั้ง 444 เสียงจาก 457 เสียง

น่าเสียดาย ที่หลังเลือกตั้ง ในวันที่ 19 กรกฎาคม 1947 ขณะนั่งร่างกฎหมายอยู่ในห้องของสภาแห่งเมืองร่างกุ้ง ออง ซาน พร้อมน้องชายและพรรคพวกรวม 6 คน ก็ถูกกลุ่มมือปืนที่เชื่อว่าจ้างโดยอู ซอว์ บุกเข้ายิงด้วยปืนกลตายเรียบ 

บนแคร่พิมพ์ดีดที่เสมียนตายขณะกำลังพิมพ์อยู่ มีข้อเสนอให้ยกเลิกการทำโทษขั้นประหารชีวิตทั่วพม่าอยู่ด้วย และนี่เป็นเหตุให้ อู ซอว์ ถูกตัดสินประหารชีวิตในเวลาต่อมา

            เมื่ออองซานเสียชีวิต ผู้นำคนต่อมาก็คือ อู นุ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของอองซาน ต่อมาได้เป็นผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มทะขิ่น  ลาออกไปเป็นครูได้พักหนึ่ง ก็เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง

ท่านผู้นี้สนใจทางศาสนาพุทธมาก  ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้หาฤกษ์ยาม วันเวลาที่ดีที่สุด ตามความเชื่อของชาวพุทธในการประกาศอิสรภาพของพม่า

            อู นุ ปกครองประเทศโดยมีนายพลเน วิน สมาชิกกลุ่มวีรบุรุษสามสิบของอองซาน เป็นแม่ทัพ และเนวินได้เข้ามาช่วยขับไล่ชนกลุ่มน้อยและกบฏในช่วงที่อูนุอ่อนแอมากๆ  แต่ในตอนหลัง เมื่อการปกครองของอูนุ ไปไม่ได้จริงๆ เน วิน ก็เข้ายึดอำนาจเสียเอง

ยุคของ อูนุ  และนักการเมืองพม่าอีกผู้หนึ่ง ชื่อ อู บาสวี(U Baswe) ได้พยายามใช้ศาสนาในการกระตุ้นมวลชน เพื่อการปฏิวัติสังคม ซึ่งเป้าหมายของทั้งสองระยะแรกนั้นก็คือ ระบบพุทธสังคมนิยม(Budhist Socialism) ของประเทศ

            กรณีของพม่า เราจะเห็นการประยุคเอาหลักการทางศาสนาพุทธ ไปใช้ทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ซึ่งมีแนวความคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง อูนุ ได้เขียนไว้ในข้อเขียนชื่อ Kyan-to  Bu  Thamd ในราวปี 1935 – 36 (ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีพม่า) เกี่ยวกับทัศนะทางสังคมนิยมในสายตาของชาวพุทธ  โดยพยายามตีความเข้าข้างตนเอง ว่า

            “เนื่องจากโลภ โกรธ หลง ตามหลักศาสนาพุทธนั้นทำให้เกิดความทุกข์ ในทางเศรษฐกิจก็จะทำให้เกิดความอยุติธรรมทางเศรษฐกิจ การจัดระบบเศรษฐกิจใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อกำจัดความอยุติธรรมเหล่านี้…..

            สังคมพม่าได้รับความกระทบกระเทือนจากลัทธิทุนนิยมก็เพราะ ผู้คนพากันหันหลังให้ศาสนา แต่คนเราก็จำต้องมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพียงพอเสียก่อน จึงจะมีเวลาว่างไปทำกิจกรรมทางศาสนา เช่น นั่งทำสมาธิเพ่งถึงความไม่แน่นอนของวัตถุในโลก

          การปรับปรุงระบบเศรษฐกิจเสียใหม่จึงสมควรทำยิ่ง ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความยุติธรรมแก่มวลชนและยกระดับคนยากคนจนเท่านั้น แต่ยังจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้มนุษย์บรรลุเป้าหมายสูงสุดทางศาสนาพุทธ นั่นคือ นิพพาน”

            ในด้านปัญหาทางชนชั้น อูนุก็เขียนอย่างน่าคิดไว้ในราวปี 1948 – 1950  หลังจากได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วว่า

            “การต่อสู้ทางชนชั้น เกิดจากความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติว่ามีคุณค่าในตัวมัน การหลงเช่นนี้ ทำให้เกิดการต่อสู้ถึงขั้นนองเลือดมาตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ การเอาชนะความหลงได้จึงจะนำไปสู่สังคมที่สมบูรณ์แบบ …

          เมื่อโลกเกิดขึ้นใหม่ๆ ความต้องการทางวัตถุของมนุษย์ได้รับการตอบสนองอย่างพอเพียงจากธรรมชาติ ต่อมาเมื่อความโลภได้ผลักดันให้มนุษย์เข้าครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ ไว้มากกว่าที่ตนต้องการ ผลก็คือเกิดมีทรัพย์สมบัติส่วนตัวขึ้น และเป็นสาเหตุแห่งการเกิดตัณหาราคะ และความทุกข์ยากในที่สุด”

            อูนุให้แนวความคิดว่า ลัทธิสังคมนิยม จะเป็นแนวทางที่จะนำมนุษย์หันกลับไปสู่สภาพที่ไม่มีกิเลสตัณหาได้อีก และอ้างว่า ที่เขากล่าวมานั้น เป็นการประยุคคำสอนจากพระไตรปิฏกท่อนหนึ่งชื่อ อักกรรมนาสูตร (Aggamna Sutta) ไปใช้ทางการเมือง [5]

            ในปี 1950 อู บาสวี (U Baswe) ก็ได้ใช้หลักคำสอนของศาสนาพุทธ เข้าช่วยในการหาเสียงเช่นเดียวกัน เขากล่าวว่า

            “ลัทธิมาร์กซ์ เป็นสัจจธรรมชั้นต่ำ ซึ่งจะทำให้มนุษย์บรรลุซึ่งสัจจะธรรมชั้นสูงของศาสนาพุทธได้ …

            ปัจจุบันมนุษย์จำเป็นต้องวุ่นวายอยู่กับการขวนขวายหาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม  และที่อยู่อาศัย มนุาย์จึงไม่สามารถที่จะนั่งทำวิปัสสนา เพ่งปรากฏการณ์ของความไม่ถาวรของสิ่งทั้งปวงได้ ทำให้ไม่อาจเป็นอิสระจากกฎแห่งความตายได้ เมื่อมนุษย์ได้รับสิ่งสนองความต้องการทางวัตถุเหล่านี้อย่างเพียงพอแล้ว เขาก็จะสามารถหาเวลา มานั่งวิปัสสนาเกี่ยวกับความเกิด แก่ เจ็บ ตายได้”

            อย่างไรก็ดี  เขาไม่ได้กล่าวถึงประเด็นที่ว่า ทำอย่างไรจะทำให้มนุษย์รู้จักเพียงพอ เสียที

            การปลุกระดมมวลชน การหาเสียง ทั้งของรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามในพม่ามีการประยุกต์เอาถ้อยคำและหลักการทางศาสนาไปใช้อย่างกว่างขวาง เพื่อให้ชาวพม่าซึ่งนับถือพุทธสนับสนุน

            แต่อย่างไรก็ตาม ในสมัยที่มีการเลือกตั้งอย่างอิสระในพม่า แนวคิดสังคมนิยมผสมศาสนาพุทธของอูนุ ได้รับการสนับสนุนจากมวลชนมากที่สุด จนแม้เมื่ออูนุหันมาสนใจศาสนามากขึ้นในตอนหลัง ถึงขั้นหันหลังให้กับลัทธิมาร์กซ์  เลิกเชื่อวิธีการใช้เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ อูนุก็ยังชนะการเลือกตั้งในปี 1960 อย่างท่วมท้น และทันทีนั้น อูนุ ก็ประกาศให้พม่าเป็น พุทธประเทศ หรือพุทธรัฐ (Buddhist State) อย่างเต็มที่ โดยมีลักษณะที่พิเศษ 7 ประการคือ

1.      ประกาศศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ

2.      รัฐบาลจะปกป้อง เทิดทูน และสนับสนุนพุทธศาสนา พระธรรมคำสอน และการตรัสรู้

3.      รัฐจะช่วยเหลือในการสร้างเจดีย์และโรงพยาบาลสำหรับสงฆ์

4.      จะให้มีการสอนศาสนาพุทธในโรงเรียนต่างๆ และโรงเรียนที่จะตั้งขึ้นใหม่ในธรณีสงฆ์

5.      กำหนดวันหยุดและเฉลิมฉลองตามพิธีศาสนาพุทธ

6.      เจ้าหน้าที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องนับถือพุทธ

7.      ประกันสิทธิและเสรีภาพในการสวดมนต์ บวงสรวงของทุกศาสนา

หลักการข้อ 6-7 ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ยุวสงฆ์ และการนำเอาหลักการไปปฏิบัติก็ไม่เหมาะสม ทำให้ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนับถือศาสนาอื่นและฝ่ายทหาร ผลที่สุดอูนุ ก็ถูกนายพลเน วิน ทำการรัฐประหารในปี 1962

เนวินและภริยาเป็นผู้นำที่ฟุ้งเฟ้อสร้างความร่ำรวยให้แก่ตนเองไม่แพ้จอมเผด็จการอื่นๆ ของเอเซีย

            เป็นที่น่าสังเกตุว่า การเมืองของพม่า พัวพันกับศาสนามากในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลทุกรัฐบาล จะแสวงหาการสนับสนุนจากชาวพุทธ แม้กระทั่งการขึ้นสู่อำนาจของเนวิน ก็มีข่าวว่า มีสถาบันสงฆ์นิยมลัทธิมาร์กซ์ ชื่อ Vahan  Nge  Aphwe monks’ organization และพระภิกษุชื่อ ชิน โอกกาตา (Shin Okkahta) มีส่วนในการวางแผนทำรัฐประหาร และหลักการบริหารของเนวิน ก็ยังเอาศาสนาพุทธมาอ้างอยู่เช่นกัน [4],[5]

            ในที่สุด ดูเหมือนจะเป็นไปตามกฎกงกรรมกงเกวียนในศาสนาพุทธเช่นกัน นับได้ยี่สิบหกปีต่อมา เนวินและสมุนก็ประสบปัญหาชนิดแทบกะอักเลือด เพราะการต่อต้านของนักศึกษาประชาชนและพระสงฆ์องค์เจ้า ดังที่เป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก คือการลุกฮือของประชาชนที่สนับสนุนนางอองซาน ซูจี ในปี 1988 และทำให้พม่าต้องปิดประเทศ หันหลังให้วัฒนธรรมตะวันตกอย่างยาวนาน

ภาพพระสงฆ์พม่าเรียกร้องประชาธิปไตยหน้าสถานทูตพม่าในกรุงเทพฯ จากหนังสือพิมพ์ไทยฉบับหนึ่ง(ขออภัย ไม่ได้จดแหล่งไว้ เข้าใจว่าเป็นของมติชน) ในช่วงพิธีรำลึกถึงการลุกฮือในพม่าครั้งที่ 4

 

            การเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 1988 ของนักศึกษาประชาชน และพระสงฆ์ชาวพม่า นับว่าเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุด ที่เกิดขั้นในชั่วอายุของเราที่มีศาสนาพุทธไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเป็นเช่นใด แต่เราก็คงรุ้สึกหดหู่ใจอย่างยิ่ง ที่เห็นภาพพระสงฆ์นำหน้าขบวน ปิดหน้าปราศรัยต่อว่ารัฐบาล บางรูปมีพระสงฆ์บางนิกายถืออาวุธอยู่บนหลังคารถ และมีภาพพระสงฆ์ถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์หลายรูป

            จากบทความในวารสารตะวันตกหลายฉบับ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า การปกครองแบบเผด็จการ บวกกับความชิงชังรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจพม่าทรุดหนักลงเรื่อยๆ มีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 100 % ต่อปี เมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบมาเพิ่มอีก ในเดือนกันยายน 2530 รัฐบาลเนวินก็พยายามแก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยการยกเลิกธนบัตรขนาด 25, 35 และ 75 จ๊าต(kyat) ทำให้ชาวพม่าที่เสียประโยชน์ออกมาประท้วง ประชาชนทั่วไปได้รับความกดดัน เกลียดชังรัฐบาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

            เหตุการณ์ต่อต้านเน วิน เริ่มก่อหวอดในเดือนมีนาคม 2531 (1988) โดยมีการทะเลาะกันระหว่างวัยรุ่นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลในร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง  ลุกลามไปจนฝ่ายต่อต้านเดินขบวนประท้วงรัฐบาล  คนใกล้ชิดเนวิน คือ เส่ง ลวิน (Sein Lwin)  ได้ส่งกองกำลังปราบจลาจลชื่อ ลอนเทียน(Lon Htein) เข้าปราบปรามฝ่ายเดินขบวน

            หน่วยลอนเทียนทำเกินกว่าเหตุ   ทำให้ผู้เดินขบวนถูกฆ่าตายประมาณ 300 คน จำนวนมากถูกทุบตี และถูกปล้นของมีค่าโดยตำรวจเอง มีรายงานว่าตำรวจข่มขืนผู้หญิงที่ร่วมประท้วงอีก 9 คน  ประชาชนถูกจับไปคุมขังโดยยัดใส่รถตู้จำนวนมาก  ในจำนวนนี้ 41 คนตายเพราะขาดอากาศหายใจระหว่างทางที่ตำรวจนำไปห้องขัง (คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่มีผู้ถูกจับชาวมุสลิมขาดอากาศหายใจเสียชีวิต 78 ศพที่ อ. ตากใบ นราธิวาส เมื่อ 25 ตุลาคม 2547 น่าเสียดาย ที่ทหารไทย ไม่ได้ศึกษาข้อมูลนี้มาก่อน ไม่งั้นก็คงไม่ทำอะไรที่ผิดพลาดขนาดนั้น)  ประชาชนโกรธแค้นยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องยุติการเดินขบวนเพื่อรักษาชีวิต

            เหตุการณ์หาได้สงบลงไม่ ยังคงลุกลามอย่างช้าๆ ไปเรื่อยๆ  จน เนวิน ซึ่งขณะนั้นอายุ 78 ปีแล้ว ไม่พอใจและประกาศลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง  เมื่อ 23 กรกฎาคม 1988 และได้มีการมอบหมายให้ เส่ง ลวิน ขึ้นสืบทอดอำนาจแทน

            การขึ้นสู่อำนาจของเส่ง ลวิน ทำให้ประชาชนยิ่งไม่พอใจมากขึ้น  เพราะเขาคือคนที่เคยปราบปรามประชาชนอย่างโหดเหี้ยมมาก่อน  เส่ง ลวิน เห็นท่าไม่ดีจึงประกาศกฏอัยการศึกในวันที่ 3 สิงหาคม 1988

            ประชาชนต้อนรับกฎอัยการศึกของเน วิน ด้วยการออกมาเดินขบวนประท้วงเต็มถนน ลุกลามไปหลายเมือง มีพระสงฆ์เข้าร่วมขบวนหลายร้อยรูป

            ในวันที่ 8 สิงหาคม 1988 หรือ วันที่ 8 เดือน 8 คศ. 1988 (8.8.88)  เส่ง ลวิน ได้สั่งกองทหารหน่วยที่ 22 เข้าปราบปรามประชาชนอย่างเหี้ยมโหด ทหารได้ลั่นกระสุนสังหารหมอ 2 คน และพยาบาลอีก 3 คน ในโรงพยาบาลร่างกุ้ง อ้างว่าเพราะไม่ยอมมอบคนไข้ที่บาดเจ็บจากการเดินขบวนให้ทหาร

            ประชาชนยิ่งออกมาต่อต้านมากขึ้น เหตุการณ์ดำเนินไปจนทำให้มีการสังหารนักศึกษาประชาชนประจายออกไปหลายพื้นที่ มีนักศึกษาประชาชน และพระสงฆ์ถูกฆ่าตายจำนวนมาก ทหารได้ใช้รถถังล้อมวัดแห่งหนึ่ง จับพระสงฆ์ประมาณ 300 รูปไปขังไว้  ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการอ้างว่า รวมแล้วมีคนตายประมาณ 3,000 คน

            การจารจลกระจายไปทั่วประเทศ ยิ่งปราบ ประชาชนก็ยิ่งต่อสู้รวมตัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  เส่ง ลวิน ทนไม่ได้ ต้องถูกบีบให้ออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 12 สิงหาคม 1988 ได้เป็นประธานาธิบดีพม่าเพียง 17 วัน

            จนถึงปีพ.ศ. 2547 นเหตุการณ์ระหว่างรัฐบาลกับพระสงฆ์ ก็ยังไม่ค่อยจะราบรื่นเท่าใดนัก มีข่าวออกมาเสมอๆ ว่า พระสงฆ์ถูกจับ และถูกบังคับให้ลงชื่อในเอกสาร สัญญาว่าจะไม่เข้าร่วมในกิจกรรมทางการเมือง พระ เณร ปะทะตำรวจ  บางครั้งพระออกเดินทางไปเยี่ยมวัดอื่นในช่วงเข้าพรรษาก็ถูกจับ เพราะเกรงว่าจะไปปลุกระดม

            ภาพจากเหตุการณ์ 1988 ที่รวบรวมไว้ในเว็ปไซต์  http://www.aappb.net/  ของสมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองของพม่า (Assistance Association for Political Prisoners (Burma) ต่อไปนี้ คงบอกอะไรผู้อ่านได้บ้างพอควร

Text Box: ภาพที่ได้รับการอ้างอิงว่าเป็นความชอบธรรมของรัฐบาลพม่า   ที่ต้องยิงพระสงฆ์ในการจราจล ก็เพราะพระสงฆ์ถืออาวุธร่วมต่อสู้กับนักศึกษาประชาชน

การเดินขบวนในย่างกุ้ง และพระสงฆ์พม่า มีส่วนในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเปิดเผย

 

 

 

ทหารพม่ากำลังเข้าลุยปราบประชาชนในการต่อสู้ทางการเมือง 1988

ภาพจากวิดีโอที่นักข่าวถ่ายไว้ได้ เห็นชัดๆ ว่า ประชาชนพม่าถูกยิงเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา

 

 

การต่อสู้ครั้งใหม่ 2550

            เหตุการณ์ในพม่าสงบมานานพอควร แต่ไม่คาดว่า ในปี ค.ศ. 2007 ( พ.ศ. 2550) ก็ได้เกิดการต่อสู้ระหว่างประชาชนที่นำโดยพระสงฆ์ขึ้นอีกครั้ง เกือบจะเหมือนกับในปี 1988 เพื่อรวบรวมข้อมูลจากเหตุการณ์ครั้งนี้มาไว้ในที่นี้ให้ค้นกันง่ายขึ้น ขอยกบันทึกประวัติศาสตร์จาก “ผู้จัดการออนไลน์” มาให้อ่านกันเพื่อเป็นข้อมูลโดยสังเขป

 

บันทึกประวัติศาสตร์- ประท้วงลามพม่า                                  

 

 

โดย ผู้จัดการออนไลน์

25 กันยายน 2550 16:51 น.

 

 

 

 

       การประท้วงแสดงความไม่พอใจต่อการขึ้นราคาน้ำมันของรัฐบาล ได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ในกรุงย่างกุ้งโดยกลุ่มอดีตผู้นำนักศึกษา และนักเคลื่อนไหวทางสังคมเพียงประมาณ 500 คน
       
       แต่ในชั่วเวลาเพียง 1 เดือน การประท้วงได้ลุกลามและขยายออกไปอย่างกว้างขวาง สู่เมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยมีพระสงฆ์เป็นหัวหอกในการเดินขบวน จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์
       
       (24 ก.ย.) จำนวนผู้ประท้วงในกรุงเก่าย่างกุ้งทั้งสงฆ์และฆราวาสได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100,000 คน เป็นเหตุการณ์ประท้วงรัฐบาลทหารครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 19 ปีในประเทศนี้
       
       
       
ต่อไปเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา:
       
       
15 ส.ค. 2550
       
ราคาน้ำมันดีเซลถูกปรับสูงขึ้นขณะที่ราคาแก๊สธรรมชาติก็เพิ่มขึ้น 5 เท่า โดยไม่มีการประกาศล่วงหน้า ทำให้รถประจำทางหลายสายจำเป็นต้องหยุดวิ่ง
       
       
19 ส.ค. 2550
       
ประชาชนประมาณ 500 คนเดินขบวนอย่างสงบ ไปตามถนนในกรุงย่างกุ้ง ไม่มีการตะโกนคำขวัญ หรือ การถือป้ายข้อความประท้วงใดๆ เนื่องจากการขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่ครั้งแรกในรอบ 2 ปีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้ประชาชนไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นได้

 

       นอกจากนี้ยังมีการใช้กำลังปราบปรามผู้เข้าชุมนุม โดยมีผู้อัดภาพวีดีโอไว้ได้ด้วย

 

       21 ส.ค. 2550
       
แกนนำผู้ประท้วง 13 คนถูกตำรวจจับกุมในข้อหาจัดตั้งการเดินขบวนอย่างสงบ
       
       โดยทั้งหมดเป็นกลุ่มอดีตนักศึกษาที่เคยเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี 2531 โดยเรียกชื่อกลุ่มตัวเองว่า "88 Generation Students" หรือ นักศึกษายุคปี '88

 

       22 ส.ค. 2550
       
ประชาชนประมาณ 150 คน รวมตัวกันเดินขบวนอีกครั้งหนึ่งในกรุงย่างกุ้ง

 

       23 ส.ค. 2550
       
กลุ่มผู้เดินขบวนประมาณ 40 คนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจับ โดยสื่อของทางการรายงานในเวลาต่อมาว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดมีความผิดฐานวางแผนให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ
       
       รัฐบาลประกาศเตือนผ่านหนังสือพิมพ์ นิวไลท์ ออฟ เมียนมาร์ ว่า ผู้ก่อความวุ่นวายจะพบจุดจบเช่นเดียวกับผู้ก่อความไม่สงบในปี 2531
       ขณะที่นางอองซานซูจี ถูกย้ายตัวไปคุมขังไว้ที่เรือนจำอิงเส่ง
       
       
24 ส.ค. 2550
       ทางการพม่าจับกุมกลุ่มผู้เดินขบวนซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรี หลังพบว่ามีการรวมตัวกันบริเวณใกล้ศาลากลางกรุงย่างกุ้ง แม้จะยังไม่ได้มีการเดินขบวนก็ตาม

 

       25 ส.ค. 2550
       
มีตำรวจในเครื่องแบบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราตามท้องถนน
       
       
27 ส.ค. 2550
       
ทางการพม่าแก้ต่างว่าการขึ้นราคาน้ำมันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของประเทศ
       
       
28 ส.ค. 2550
       พระสงฆ์เข้าร่วมการประท้วงเป็นครั้งแรก ที่เมืองสิตต่วยในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ หลังจากการประท้วงครั้งแรกสองสัปดาห์ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยนักเคลื่อนไหวทางสังคมและสมาชิกพรรคฝ่ายค้านเอ็นแอลดี
       
       
5 ก.ย. 2550
       
พระสงฆ์ในเมืองปะก๊อกกู (Pakokku) นำประชาชนประท้วง โดยการเดินสวดมนต์ไปตามถนนในเมือง เหตุการณ์เลวร้ายลง หลังจากทหารยิงปืนข่มขู่ และ เข้าทุบตีพระ

 

       6 ก.ย. 2550
       
กลุ่มพระภิกษุชุมนุมอีกครั้งและมีการบุกทำลายร้านค้า บ้านเรือนของผู้นำทหาร พร้อมทั้งควบคุมเจ้าหน้าที่รัฐบาลเป็นตัวประกันนานหลายชั่วโมง
       
       เริ่มมีเสียงคัดค้านจากนานาชาติถึงการกระทำรุนแรงต่อกลุ่มผู้ประท้วงรวมทั้งพระสงฆ์ ขณะที่แกนนำผู้ประท้วงคนหนึ่งเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติหรือ UN จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น
       
       
7 ก.ย. 2550
       สื่อทางการรายงานว่า กลุ่มพระสงฆ์กำลังพยายาม "ปลุกระดมสร้างความไม่พอใจของสาธารณชนเพื่อที่จะยุยงให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับในปี 2531"
       
       ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ของสหรัฐฯ กล่าวโจมตีรัฐบาลทหารพม่า ระหว่างการประชุมผู้นำกลุ่มเอเปก (APEC) ในนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย และเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษทั้งหมด
       
       ขณะเดียวกันมีผู้ชุมนุมประท้วงการกระทำของรัฐบาลพม่าที่หน้าสถานทูตออสเตรเลีย

 

       11 ก.ย. 2550
       
พระสงฆ์เรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าออกมากล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ กรณีทำร้ายพระสงฆ์จากเมืองปาป๊อกกู
       
       
16 ก.ย. 2550
       ภิกษุในเมืองสิตต่วยถูกจับกุม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่พระสงฆ์ในพุทธศาสนาพม่าถูกคุมขัง
       
       
17 ก.ย. 2550
       สถานีวิทยุต่างประเทศภาษาพม่ารายงานว่าคณะสงฆ์ผู้ต่อต้านรัฐบาลปฏิเสธรับบิณฑบาตรจากผู้นำทหารพม่ารวมทั้งครอบครัวและเครือญาติ ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาที่รุนแรงของสงฆ์ต่อทางการพม่า
       
       
18 ก.ย. 2550
       พระภิกษุจำนวนประมาณ 300 รูปรวมตัวประท้วงใน 2 เมืองใกล้กับเมืองมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ
       
       ขณะที่พระสงฆ์อีก 90 รูปเดินขบวนอย่างสงบตามท้องถนนในเมืองอองลาน (Aunglan) ทั้งหมดเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ ในกรณีเจ้าหน้าที่ทำร้ายพระภิกษุเมื่อวันที่ 5 ก.ย.

 

       

 

       19 ก.ย. 2550
       พระสงฆ์ยังคงรวมตัวกันเดินขบวนประท้วงในกรุงย่างกุ้งโดยเพิ่มจำนวนถึงกว่า 2,000 รูป โดยส่วนหนึ่งพยายามมุ่งหน้าสู่มหาเจดีย์ชเวดากอน แต่ถูกสกัดกั้น
       
       
20 ก.ย. 2550
       พระสงฆ์ราว 400 รูป เดินร่วมขบวนเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน โดยเดินสวดมนต์ไปตามถนนกรุงย่างกุ้งอีกครั้ง ขณะที่ทางการพม่ากล่าวหาว่าพระสงฆ์ที่ร่วมเดินขบวนเป็นพระปลอม

 

       22 ก.ย. 2550
       
ผู้ประท้วง ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นกว่า 10,000 คน โดยนาง อองซานซูจี ได้ออกมานมัสการพระสงฆ์ด้วยน้ำตานองตาระหว่างที่ขบวนประท้วงผ่านหน้าบ้านพัก

 

       24 ก.ย. 2550
       เกิดการเดินขบวนใหญ่โตอย่างเกินความคาดหมาย เมื่อฝูงชนหลายหมื่นคนเข้าร่มขบวนประท้วงของพระหลายหมื่นรูป ก่อให้เกิด "กองทัพธรรม" ที่มีกำลังพลกว่า 100,000

 

       ขบวนประท้วงของพระสงฆ์สวดมนต์ภาวนาที่เจดีย์มหาชเวดากอน ซึ่งเป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ในพม่า ก่อนเริ่มเดินขบวนไปสู่ใจกลางกรุงย่างกุ้ง

 

       ขณะที่ระหว่างทางประชาชนที่พบเห็นต่างปรบมือและร่วมสวดมนต์เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่กลุ่มผู้ประท้วง

 

       จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสถาบันศาสนาพุทธในพม่ามีบทบาทสำคัญต่อการเมืองของประเทศ ตั้งแต่การเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ รวมทั้งการร่วมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าปี 2531 ดังนั้นการเดินขบวนประท้วงซึ่งนำโดยพระสงฆ์ในครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตามอง

       25 ก.ย. 2550
       ทางการประกาศเคอร์ฟิวในกรุงย่างกุ้ง กับเมืองมัณฑะเลย์ โดยห้ามให้มีการชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไปตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะกรณีใดๆ และห้ามออกจากบ้านในยามวิกาล เป็นเวลา 60 วัน โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันรุ่งขึ้น นอกจากนี้ยังขู่จะจัดการกับผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างเด็ดขาดอีกด้วย
       
       สหภาพยุโรปประกาศจะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรประเทศพม่า หากมีการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุม
       
       
26 ก.ย. 2550
       ตำรวจพม่าตัดสินใจยิงแก๊สน้ำตา ใส่กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งนำโดยพระสงฆ์ และยิงปืนเข้าใส่ในเวลาต่อมา ทำให้พระสงฆ์ถูกยิงได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 17 รูป
       
       มีรายงานว่ามีผู้ชุมนุมเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ราย และเป็นพระสงฆ์ถึง 3 รูป โดย 2 รูปถูกกระสุนปืน และ อีก 1 รูปถูกทุบจนมรณภาพ อย่างไรก็ตามหนังสือพิมพ์ทางการพม่ารายงานว่ามีผู้ประท้วงเสียชีวิตเพียง 1 คน และ บาดเจ็บอีก 3 ราย 

 

 

            บทเรียนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพม่า เป็นความทรงจำอันเล็วร้ายที่สุดสำหรับผู้เขียนในฐานะชาวพุทธผู้หนึ่ง จึงหวังว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต