บทที่ 6. พลังศาสนากับเผด็จการทางการเมือง

6.3. ฟิลิปปินส์

         

           ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศหนึ่ง ที่ฝ่ายศาสนาเข้าไปมีส่วนในการต่อสู้ทางการเมืองและการขับไล่นักการเมืองเผด็จการ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ       ประเทศนี้มีประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชที่สาหัสสากรรจ์ไม่น้อยหน้าใคร เคยเป็นเมืองขึ้นของสเปนนานถึง 370 ปี จากนั้นตกเป็นของสหรัฐอเมริกาอีกประมาณ 94 ปี ดังนั้นศาสนาและวัฒนธรรมส่วนใหญ่ จึงได้รับอิทธิพลมาจากทั้งสองประเทศนี้อย่างมากมาย แต่ก็น่าแปลกที่ไม่ได้กลืนความใฝ่หาอิสรเสรีภาพของชนชาตินี้ให้หายไปได้เลย

 

          ผู้เขียนเคยใช้ขีวิตอยู่ในประเทศนี้ 5 ปี คือช่วง ค.ศ. 1977-1981 เป็นช่วงมาร์กอสเรืองอำนาจ จึงอยากจะเขียนถึงประเทศนี้ให้ละเอียดสักหน่อย เพื่อเป็นการรำลึกถึงเพื่อนฝูงชาวฟิลิปปินส์จำนวนหลายคน ที่ดีต่อผู้เขียนและครอบครัวอย่างมาก

          ประชาชนฟิลิปปินส์ ได้ต่อสู้กับกลุ่มเผด็จการมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม ยาวนานจนถึงได้รับเอกราช  แต่กรณีที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยที่สุด คือการต่อสู้กับกลุ่มนายทุนและนักการเมืองเผด็จการ เชื้อสายฟิลิปปินส์ด้วยกัน   คือประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์  อี. มาร์กอส ผู้นำประเทศที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งแห่งเอเชีย เขาปกครองประเทศ สะสมทรัพย์สมบัติและบารมีไว้ยาวนานถึง 20 ปี  และในช่วง 9 ปีหลังเป็นการปกครองภายใต้กฎอัยการศึกเต็มรูปแบบ มีการปิดกั้นสื่อทุกชนิด จับผู้นำฝ่ายต่อต้าน ทารุณกรรมนักโทษการเมืองสารพัด แต่ในที่สุด ประชาชนมือเปล่าก็ชนะ

          ในการขับไล่มาร์กอส ฝ่ายศาสนาโดยเฉพาะพระสังฆราชนิกายโรมันคาทอลิกมีส่วนช่วยประชาชนอย่างออกหน้า สืบต่อจากมาร์กอส คือผู้นำในการขับไล่เขาจากตำแหน่ง นางคอราซอล อกิโน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสังฆราช(คาร์ดินาล) ของประเทศ ทำให้อยู่ในตำแหน่งได้จนหมดวาระ 6 ปี ทั้งๆ ที่พวกทหารพยายามปฏิวัติหลายครั้ง และนางก้าวลงจากตำแหน่งอย่างสวยงาม

          นางอกิโนผลักดันผู้ช่วยนางขับไล่มาร์กอสจนสำเร็จผู้หนึ่ง คือ นายพลฟิเดล รามอส ให้ขึ้นรับเลือกเป็นประธานาธิบดี ซึ่งชนะเลือกตั้งได้อย่างหวุดหวิดแค่ 23.6% เนื่องจากเขาเป็นโปรเตสแตนต์ จึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคของนางและพระสังฆราชมากนัก  และเมื่อหมดวาระแรกเขาก็ขอลงจากตำแหน่ง (http://en.wikipedia.org/ wiki/Aquino%2C_Corazon)

          นายโจเซฟ อีเจอซิโต เอสตราด้า (Joseph Ejercito Estrada) อดีตดาราภาพยนตร์ยอดนิยม  และรองประธานาธิบดีของรามอส ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยคะแนนล้นหลาม ในขณะที่ฝ่ายศาสนาแสดงความไม่เห็นด้วยเนื่องจากประวัติไม่ค่อยสะอาดมากนัก

          เอสตราด้าอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน ก็เจอมรสุมข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคอรัปชั่นดังที่ฝ่ายศาสนาเคยหวาดเกรงไว้ หนึ่งในข้อกล่าวหา (มีนาคม 2543) มาจากแม่ชี ชื่อ คริสติน ตัน(Christine Tan)  ผู้ซึ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์มาร์กอส อย่างหนักมาแล้ว แม่ชีท่านนี้ ได้ยื่นหนังสือถึงหนังสือพิมพ์เดอะมนิลา และกระจายผ่านอินเตอร์เน็ต กล่าวหาว่า นายเอสตราด้า มีส่วนในการยักยอกเงินบริจาคจากกองทุนสลากกินแบ่งประมาณ 430 ล้านเปโซ โดยนำเงินนี้ไปเข้าโครงการของภริยาและลูกชายคนโต ทำให้เหลือเพื่อใช้ในการกุศลตามเจตนาของกองทุนเพียง 65 ล้านเปโซเท่านั้น

          เอสตราด้ารอดตัวจากข้อกล่าวหานั้นมาได้อย่างไม่โปร่งใสนัก  แต่ในที่สุด ในเดือนพฤศจิกายน 2543 ก็เจอพยานบุคคลที่ออกมายืนยัน การรับสินบนเข้าอีก โดยผู้ว่าการจังหวัดแห่งหนึ่ง ชื่อ หลุยส์ ซิงซัน(Luis Singson) กล่าวหาว่า เขาได้จ่ายเงินให้ประธานาธิบดีประมาณ 8 ล้านดอลลาร์อเมริกัน (ประมาณ 320 ล้านเปโซ) เพื่อแลกกับธุรกิจเกมนอกกฎหมายที่ชื่อ จูเต็ง(jueteng) (ข้อมูลจาก  Time Asia, November 20, 2000. Vol. 156 No. 20) เรื่องนี้ทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านขับไล่นายเอสตราด้าออกจากตำแหน่งอย่างรวดเร็ว  นำไปสู่กระบวนการสอบสวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดี ที่เรียกว่า impeachment   เป็นครั้งแรกในประเทศ

          ผลการสอบสวน นายเอสตราด้ายอมรับว่า ทราบว่านายซิงซัน โอนเงินเข้าธนาคารให้จริง 4 ล้านดอลลาร์ โดยเข้าบัญชีกองทุนเพื่อเยาวชนมุสลิมของเขาเอง เขาถูกยัดเยียดให้รับไว้เพื่อการกุศลซึ่งเงินยังอยู่ครบ ไม่ได้เอาไปใช้ส่วนตัว  และพยายามหาความชอบธรรมอยู่ในตำแหน่งต่อไป

          เรื่องนี้ทำให้เกิดการต่อต้านขับไล่โดยฝูงชนอย่างหนัก คาร์ดินาลซินได้เรียกร้องผ่านสถานีวิทยุเรดิโอเวริตัส ให้ปวงชนออกมาขับไล่ประธานาธิบดีคอรัปชั่น เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า พลังประชาชนเอ็ดซ่า 2 เรียกร้องให้ทำโทษอย่างร้ายแรง  เอสตราด้าเตรียมใช้ไม้แข็งปราบม็อบ บุคคลในประวัติศาสตร์ 3 ท่านคือ คาร์ดินาลซิน  อดีตประธานาธิบดีอกิโน และอดีตประธานาธิบดีรามอส  ได้พยายามหาทางแก้สถานการณ์เพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือด  โดยคาร์ดินาลซิน ได้กล่าวท่ามกลางฝูงชนที่ประท้วง  แนะนำให้เอสตราด้าลาออกว่า “บางที  มันเป็นความกล้าหาญมากกว่าในการถอย และหาที่ลี้ภัย ดีกว่ายอมเผชิญกับชะตากรรมที่สุดเลวร้าย และแสนเศร้า (Sometimes it is more courageous to withdraw and seek refuge than to face the impending calamity.)”  ในขณะที่อดีตประธานาธิบดีอกิโน ก็ปราศรัยท่ามกลางสายฝนในการชุมนุมประท้วงว่า  “ประวัติศาสตร์อาจกระทำต่อท่านอย่างเมตตาปราณีมากขึ้น ถ้าท่านยอมไปอย่างสันติ และไปเสียเดี๋ยวนี้ (History may treat you more kindly if you go peacefully and you go now)”

  

          ศาลสูงสุดฟิลิปปินส์ได้พยายามหาทางออก โดยให้ เอสตราด้า ยอมสละตำแหน่งให้รองประธานาธิบดี กลอเรีย มาคาปากัลป์ อาร์โรโย (Gloria Macapagal Arroyo บุตรีอดีตประธานาธิบดีคนก่อนมาร์กอส) ทำหน้าที่แทน เพื่อให้เขาเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความจริง หรืออิมพีชเมนต์ ถ้าไม่ผิดก็กลับมาเป็นประธานาธิบดีต่อได้ เขาเข้ารับการไต่สวน และพบว่ามีความผิดบางส่วน จึงถูกทำโทษโดยการกักบริเวณจนถึงทุกวันนี้

          การขึ้นสู่ตำแหน่งของนางอาร์โรโย เป็นที่ต่อต้านถกเถียงกันว่าถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ นางอยู่ในตำแหน่งต่อจากเอสตราด้าจนหมดวาระแรก และชนะการเลือกตั้งในวาระที่ 2 แต่มีข้อกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้ง โดยมีการเปิดเผยเทปลับจากการดักฟังทางโทรศัพท์ เป็นเสียงของนางสั่งเจ้าหน้าที่เลือกตั้งผู้หนึ่งว่านางต้องการคะแนนเพิ่ม ซึ่งนางยอมรับว่าเคยโทรศัพท์ไปหาเจ้าหน้าที่ผู้นั้นจริง แต่ไม่ใช่ให้โกงคะแนน และรอดตัวได้อย่างไม่โปร่งใสนัก ต่อมาก็มีการกล่าวหาจากนักการเมืองฝ่ายค้านอีกว่า สามีของนางรับเงินสินบนจากบ่อนการพนันผิดกฎหมาย  ซึ่งพบว่ามีส่วนจริง นางแก้ปัญหาโดยประกาศเนรเทศสามีออกนอกประเทศโดยไม่มีกำหนดกลับ (BBC News, Thursday, 30 June, 2005, 13:11 GMT 14:11 UK จาก http://news.bbc.co.uk/1/hi/world/asia-pacific/4637055.stm) ฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการอิมพีชเมนต์นางด้วย แต่ฝ่ายสนับสนุนนางปกป้องไว้ได้

          จากการที่นางอาร์โรโยเป็นบุตรีประธานาธิบดีมาคาปากัล ผู้เคยเป็นที่รักของประชาชน เจ้านายเก่าของมาร์กอส (เคยอยู่พรรคเดียวกัน แต่มาร์กอสแยกตัวไปตั้งพรรคใหม่และเอาชนะมาคาปากัลป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ) ทำให้นางประคองตัวอยู่ในตำแหน่งได้ถึงวันนี้  ท่ามกลางการพยายามปฏิวัติหลายครั้ง ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางแผนคือนายโฮนาซาน วุฒิสมาชิกและฮีโร่จากการขับไล่มาร์กอสผู้หนึ่ง

          ในขณะที่เขียนอยู่นี้ (24 ก.พ. 2549) วันเดียวกับที่นายกทักษิณ แห่งประเทศไทยประกาศยุบสภา ประธานาธิบดีอาร์โรโย แห่งฟิลิปปินส์ก็ได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากตำรวจมีการปะทะกับกลุ่มประท้วงขับไล่นาง ซึ่งก่อหวอดมาจากการชุมนุมที่เอ็ดซา เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของการขับไล่มาร์กอส   มีการกวาดจับกลุ่มผู้ก่อการรัฐประหารจำนวนหนึ่ง  หลังจากที่ตำรวจบุกค้นและปิดอาคารหนังสือพิมพ์ Daily Tribune เมื่อไม่กี่วันก่อน

          นาง กอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย เป็นประธานาธิบดีคนที่ 14  ของประเทศ หลังจากนายมาร์กอส 4 คน ภาพการประท้วงในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ในที่นี้ นำมาจาก http://news.yahoo.com/photos

         ข้อเรียกร้องของฝ่ายต่อต้านนางอาร์โรโยก็คือ ขอให้เธอลาออก เนื่องจากหมดความชอบธรรมในการปกครองประเทศ จากข้อหาการโกงเลือกตั้งเมื่อ 2 ปีก่อน และยังมีการคอรัปชั่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน อยู่เบื้องหลังการสังหารผู้นำกลุ่มต่อต้านหลายคน  นางเผชิญกับความพยายามรัฐประหารมา 2 ครั้งใน รอบ 5 ปีของการอยู่ในอำนาจ นางสาบานเข้าสู่ตำแหน่งครั้งที่ 2 พร้อมๆ กับนายกทักษิณ ของไทย

          ที่น่าสนใจก็คือ หนึ่งในผู้เรียกร้องให้อาร์โรโยลาออกก็คือ อดีตประธานาธิบดี คอราซอน อกิโน  ผู้เป็นขวัญใจประชาชนในช่วงต่อต้านมาร์กอส และเคยสนับสนุนอาร์โรโยมาก่อนนั่นเอง “ในช่วงเวลาเช่นนี้ เราต้องไม่ลืมว่า คนจำนวนมาก ได้เสียสละเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย” นางอกิโนกล่าวเป็นนัย ให้อาร์โรโยสละตำแหน่ง

          อย่างไรก็ดี ในวันเดียวกันนี้ นางอกิโน ได้รับอนุญาตให้เดินนำขบวนกลุ่มคนผู้เคยสนับสนุนนางกว่า 5000 คน เพื่อรำลึกถึงสามีฮีโร่ทางการเมือง เบนิโง อกิโน ผู้ล่วงลับ

          การเดินขบวนของนางอกิโนเป็นไปโดยสงบ ในขณะที่ฝ่ายประท้วงอาร์โรโย ปะทะกับตำรวจปราบจลาจลได้รับบาดเจ็บมากมาย เหตุการณ์ไม่มีทีท่าว่าจะสงบ ซึ่งอาจนำไปสู่การลงจากตำแหน่งของอาร์โรโยในอนาคตอย่างไม่สวยงามนัก 

 

 6.3.1. การต่อสู้กับต่างชาติเพื่อเอกราชของคนฟิลิปปินส์

          ขอย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวฟิลิปปินส์  ซึ่งพัวพันกับเรื่องศาสนามานมนาน มีทั้งการสนับสนุนพลังปฏิวัติ การชี้นำและการออกหน้าฝูงชนเข้าปะทะกองทหาร เป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง

          นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความเชื่อในปาฏิหาริย์  อิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าและนักบุญ  ที่มาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ของประชาชนหลายครั้ง เป็นเรื่องเล่าที่มีลักษณะแตกต่างจากไทยเรา ที่ฟังดูแล้วชวนตื่นเต้นเหมือนดูหนังยุคโรมันอะไรอย่างนั้นทีเดียว

          เรื่องราวที่นำมาเล่าในที่นี้ รวมถึงเหตุการณ์การขับไล่ประธานาธิบดีมาร์กอส ผู้เขียนได้รวบรวมมาจากเว็บไซต์หลายแห่ง เช่น

http://www.apparitions.org/manilla.html , http://timelines.ws/countries/PHILIPPINES.HTML , http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_the_Philippines, http://library.thinkquest.org/15816/mainpage.html, http://www.seasite.niu.edu/Tagalog/Tagalog_Default_files/Philippine_Culture/philippine_democracy_fs.htm

          เว็บไซต์ของกลุ่มรักชาติศาสนาฟิลิปปินส์  บันทึกไว้ว่า ชนชาติยุโรปเริ่มมาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม คริสต์ศักราช 1521 (พ.ศ. 2064)   นักสำรวจชาวโปรตุเกส เฟอร์ดินานด์ แมกเจลแลน (Ferdinand Magellan) เป็นผู้ค้นพบหมู่เกาะฟิลิปปินส์ แต่เขาถูกฆ่าตายในเดือนต่อมาโดยชาวพื้นเมืองในเมืองซีบู 

          ในเหตุการณ์นั้น ฮวน เซบาสเตียน เอลคาโน(Juan Sebastian Elcano) กัปตันคนที่สองรองจากแม็กเจลแลน พาเรือหนีกลับไปสเปนได้  มีลูกเรือที่เหลือชีวิตแค่ 18 คนพร้อมเครื่องเทศ เขาบันทึกไว้ว่า มีคนพื้นเมืองเผ่าชามอร์โร(Chamorro)ประมาณ 5 หมื่นคนครอบครองหมู่เกาะนี้

          ข้อมูลต่อมาเงียบหาย จวบจน 40 กว่าปีผ่านไป ในปี ค.ศ. 1565 พระเจ้าฟิลิปส์ที่ 2 ของสเปนได้ส่ง มิเกล โลเปส เดอ เลกาสปี (Miguel Lopez de Legazpi ) และพวกพ่อค้าประมาณ  1,000 คนจากประเทศเมกซิโก มาทำสงครามแย่งฟิลิปปินส์จากพวกสุลตานชาวมุสลิม ซึ่งยึดครองประเทศนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 เสปนได้ครองฟิลิปปินส์ตั้งแต่นั้นมา

ในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1571  มิเกล ได้สร้างกรุงมนิลาซึ่งเป็นเมืองหลวงของฟิลิปปินส์ทุกวันนี้ขึ้น พวกเขาได้ปลูกฝังศาสนาคริสต์และวัฒนธรรมต่างๆ ไว้มากมาย  อาร์คบิชอบแห่งมนิลา ได้ตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเอเชียขึ้นที่นี่ ใช้ชื่อว่า มหาวิทยาลัยซานโตโทมาส (University of Santo Tomas)  เมื่อ 28 เมษายน ค.ศ. 1611 (พ.ศ. 2154 ก่อนจุฬาลงกรณ์ 306 ปี จุฬาฯ ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2460)  ซึ่งปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อคิดจากจำนวนนักศึกษาที่ลงทะเบียน

 

 ก่อนหน้านั้น ได้มีการตั้งโรงเรียนสอนศาสนาเก่าแก่ที่สุดขึ้นแล้วที่เมืองซีบู ชื่อ โคลิจีโอ เดอ ซาน อิลเดอฟอนโซ (Colegio de San Ildefonso) เมื่อ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1595 ถือว่าเป็นโรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในเอเซีย ก่อนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในอเมริกาเสียอีก (ฮาร์วาร์ดตั้งในปี ค.ศ.  1636)  ต่อมา โรงเรียนนี้ก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยในปี ค.ศ. 1948 ใช้ชื่อว่า มหาวิทยาลัย ซาน คาร์ลอส (UNIVERSITY OF SAN CARLOS)  ซึ่งยังคงดำเนินกิจการอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้  

จากการเข้ามาตั้งรากฐานอยู่ในเกาะฟิลิปปินส์ พวกสเปนพบว่าถิ่นนี้มีชาวจีนเป็นคู่แข่งอยู่จำนวนมาก และต่างก็แย่งชิงผลประโยชน์จากคนพื้นเมือง เช่นเดียวกับพวกเขา แต่ยังอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติถึง 30 ปี โดยสเปนเริ่มแผ่อิทธิพลเหนือชาวจีนขึ้นเรื่อยๆ

ต่อมา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1603 พวกชาวจีนได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านสเปน หวังแย่งอิทธิพลเหนือชาวพื้นเมืองคืนมา  ผลก็คือถูกสเปนปราบปรามเสียราบคาบ  คนจีนถูกฆ่าตายอย่างทารุณถึง 23,300 คน หมดฤทธิ์เดชไปตลอดกาล สเปนได้ปกครองฟิลิปปินส์แต่ผู้เดียวต่อมาอย่างยาวนาน

ความอุดมสมบูรณ์และบรรยากาศโรแมนติค ของเกาะฟิลิปปินส์น่าพิศมัยสำหรับชาติตะวันตกยิ่งนัก ในปี 1898 สืบเนื่องจากที่อเมริกาชนะสงครามแย่งอานานิคมกับสเปนและปลดปล่อยคิวบา อเมริกาอ้างว่าต้องปลดปล่อยฟิลิปปินส์ด้วย  พลเรือเอก จอร์จ เดวี (Admiral George Deweyสั่งเรือรบอเมริกันเดินทางตรงดิ่งจากฮ่องกง บุกเข้าไปยิงกองเรือสเปนในอ่าวมนิลาของฟิลิปปินส์อย่างห้าวหาญ 

เกิดการสู้รบระหว่างกองเรือทั้งสองฝ่ายอย่างดุเดือด กัปตันเรืออเมริกันชื่อ ชาร์ลด์ กริดเลย์(Charled Gridley) ได้รับคำสั่งจากเดวีว่า “คุณยิงได้ทันทีที่พร้อม กริดเลย์” เขานำกองเรือเข้าถล่มเรือสเปนจนหมดฤทธิ์ และยิงปืนใหญ่ฆ่าหมู่ชาวฟิลิปินส์ที่ขุดสนามเพาะช่วยสเปนตายจำนวนมาก อเมริกันได้ชัยชนะเหนือสเปน ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1898

วันที่ 12 มิถุนายน 1898 อเมริกาเริ่มแสดงบทอเมริกันฮีโร่ตามถนัด โดยอุปโหลกว่า พวกเขาช่วยฟิลิปปินส์ให้ได้รับเอกราชจากเสปนแล้ว ปล่อยให้ นายพล อีมิไลโอ อกินานโด (Emilio Aguinaldo) ผู้นำฝ่ายกบฏต่อต้านเสปน และเป็นพันธมิตรกับอเมริกา เป็นผู้ประกาศเอกราชปลอมของฟิลิปปินส์ 

อกินานโดได้รับเลือกโดยคนฟิลิปปินส์ ให้เป็นประธานาธิบดีคนแรก แต่นักการเมืองทางอเมริกาไม่ยอมรับว่าฟิลิปปินส์เป็นเอกราชที่แท้จริง เพราะต้องการยึดเป็นรัฐๆ หนึ่ง ทางรัฐสภาเรียกเขาว่า ประธานาธิบดีสาธารณะรัฐฟิลิปปินส์ บ้าง หรือ “ไอ้โจรนอกกฎหมาย (outlaw bandit)” บ้าง

เอกราชของฟิลิปปินส์ยุคนั้นจึงเป็นเพียงชื่อ   อำนาจปกครองถูกครอบงำทุกอย่าง  พวกอเมริกันอพยพเข้ามาตักตวงผลประโยชน์แทนสเปน 

กลุ่มชาวฟิลิปปินส์ที่อยู่รอบนอกเมืองหลวง  จึงรวมกันต่อสู้เพื่อเอกราชที่แท้จริงต่อไป เป็นการสู้แบบกองโจรมากกว่าปะทะกันซึ่งหน้า การแทรกแซงของอเมริกาทำให้อกินานโดทนไม่ไหว เขาจึงประกาศสงครามกับอเมริกาเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 1899 แต่กำลังรบเของเขาจิ๊บจ๊อย มาก  อเมริกาถือว่าเป็นแค่พวกก่อจลาจล

  ในปี 1901 อกินานโดถูกจับ และถูกบังคับให้สาบานว่าจะจงรักภักดีต่ออเมริกาตลอดไป  ฟิลิปปินส์กลายเป็นเมืองขึ้นอเมริกาอย่างสมบูรณ์ ทหารอเมริกันจำนวนมากถูกส่งมาควบคุมประเทศ พวกเขาพยายามทุกวิถีทาง ที่จะดึงกลุ่มต่อต้านรักชาติเข้ามาเป็นพวก  โดยการพยายามครอบงำทางวัฒนธรรม  เริ่มจากสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการศึกษามากมาย  บังคับให้ละทิ้งภาษาเสปน ให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการแทน  และสามารถชนะใจคนฟิลิปปินส์ได้ไม่น้อย ถึงขนาดมีนักการเมืองกลุ่มหนึ่งเสนอให้ยกประเทศเป็นรัฐๆ หนึ่งของอเมริกา

เมื่อทำให้คนฟิลิปปินส์เชื่องได้แล้ว ในวันที่ 4  กรกฎาคม  1902 ประธานาธิบดีรูสเวลท์ ของอเมริกา ได้ประกาศยุติสงครามระหว่างคนพื้นเมืองฟิลิปปินส์กับอเมริกันอย่างเป็นทางการ  ถือว่าเข้าครอบครองเป็นเมืองขึ้นโดยสมบูรณ์ไม่มีกลุ่มต่อต้านอีกต่อไป มีการประมาณว่า การต่อสู้แบบสงครามกองโจรของชาวพื้นเมืองกับอเมริกันอย่างยาวนานที่ผ่านมา มีประชาชนฟิลิปปินส์ถูกฆ่าตายประมาณ 250,000 ถึง 1 ล้านคน

อเมริกายึดครองฟิลิปปินส์เป็นเมืองขึ้นอย่างแท้จริงต่อมาอีกหลายปี ในแง่ดีก็สร้างความเจริญไว้มากกว่าประเทศใดในเอเชียยุคนั้น ในปี 1903 พวกเขาใช้ฟิลิปปินส์เป็นสถานีสื่อสาร เพื่อทดลองวางสายเคเบิ้ลสื่อสารใต้มหาสมุทรเป็นครั้งแรกของโลก เริ่มจากฮอลโนลูลู ผ่านกวม มายังกรุงมนิลา  ทำให้สามารถส่งข่าวสารผ่านสายเคเบิ้ลรอบโลกได้เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 4  กรกฎาคม 1903 ใช้เวลาส่ง 9 นาทีข้อความจึงเดินทางได้รอบโลก

เรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1906  เมื่อกลุ่มกบฎชาวมุสลิมก่อความรำคาญตามชนบทอยู่เนืองๆ ทำให้ทหารอเมริกันสุดทน  สาดกระสุนสังหารหมู่คนมุสลิมฟิลิปปินส์ ทั้งเด็กและผู้หญิงจำนวน 900 คน ที่ภูเขาดาโจ

ฟิลิปปินส์ได้แต่ฝันหาเอกราชอยู่ต่อมาอีกกว่า 34 ปี จนถึงปี 1935  อมริกาจึงได้เริ่มกระบวนการปลดปล่อยให้เริ่มปกครองตนเองได้บ้าง เรียกว่ายุคเครือจักรภพอเมริกัน (commonwealth era) โดยถือว่าเป็นประเทศในเครือ แต่ให้มีการเลือกประธานาธิบดีได้ มีรัฐธรรมนูญของประเทศโดยเอาต้นแบบมาจากของอเมริกา นายมานูเอล เกซอน (Manuel Luis Quezon) ชนะการเลือกตั้ง สาบานตนเป็นประธานาธิบดี  ชื่อของเขาถูกใช้เป็นชื่อเมืองแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของกรุงมนิลา คือ เกซอนซิตี้ พร้อมอนุสาวรีย์ของเขาที่มีอยู่จนทุกวันนี้

ช่วง Commonwealth ฟิลิปปินส์ต้องส่งตัวแทนที่ไม่มีสิทธิออกเสียงผู้หนึ่งไปอยู่ในสภาล่างของสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับกวมและเปอร์โตริโก ถือว่ายังเป็นประเทศบริวาร อเมริกาประกาศมอบอำนาจในการปกครองให้ฟิลิปปินส์เต็มที่ ในวันที่ 4 กรกฎาคม 1946 รวมเวลาครอบครองฟิลิปปินส์เป็นเมืองขึ้นเต็มระบบได้ 48 ปี

แต่ในมุมมองของบางคน เห็นว่า การที่อเมริกายังมีฐานทัพอากาศคล๊าคแอร์เบส (Clark Air Base) อยู่ในฟิลิปปินส์ที่ ปามปางก้า(Pampanga) และฐานทัพเรือซูบิค (Subic Bay Naval Base) ที่ซามบาลีส (Zambales) และประธานาธิบดีคนต่อๆ มาจนถึงเฟอร์ดินาน มาร์กอส ก็ยังตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ โดยหารือกับประธานาธิบดีอเมริกา จึงถือได้ว่าฟิลิปปินส์ไม่ได้เป็นเอกราชอย่างเต็มศักดิ์ศรีนัก ฐานทัพทั้งสองถูกสภาสูงฟิลิปปินส์ลงมติให้ย้ายออกไปเมื่อสิ้นปี ค.ศ. 1992  ในสมัยของประธานาธิบดีคอราซอล อกิโน  จริงๆ แล้วรัฐบาลของอกิโนอยากให้ฐานทัพอยู่ต่อไป แต่แพ้โวตในสภา  ในมุมมองนี้จึงถือได้ว่า อเมริกาครอบครองฟิลิปปินส์ตั้งแต่  ค.ศ. 1898 ถึง 1992 รวม 94 ปี

6.3.2. ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายศาสนา

ในยุคสเปนครองประเทศ  ศาสนาคริสเตียนนิกายโรมันคาทอลิก   เป็นเครื่องมือช่วยในการปกครองฟิลิปปินส์อย่างได้ผลยิ่ง  ทำให้ชาวพื้นเมืองของที่นี่ว่านอนสอนง่าย และนิยมสเปนเป็นชีวิตจิตใจได้ดีทีเดียว

รัฐบาลสเปนได้ให้นักบวชในศาสนาคริสต์ เป็นผู้ดูแลรักษาผลประโยชน์ของสเปนในฟิลิปปินส์แทนรัฐบาลแทบทุกอย่าง ตั้งแต่การควบคุมการเก็บภาษี การจัดการเงินบริจาค  ดูแลโรงเรียน และงานสาธารณะอื่นๆ เรียกได้ว่า  นักบวชทำหน้าที่เป็นข้าราชการการเมือง ทำงานให้รัฐบาลเลยทีเดียว

ในปี ค.ศ. 1719 ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายศาสนาได้เริ่มขึ้น โดยข้าหลวงสเปนชื่อ เฟอร์นานโด บุสตามานเต้ (Fernando Bustamante) หวังสร้างผลงานแบบโง่แล้วขยัน เขามุ่งปราบคอรัปชั่นอย่างไม่ไว้หน้า  ไม่รู้จักประมาณสถานการณ์และอารมณ์ของมวลชน  ถึงขั้นไปกล่าวหาว่า คณะบาทหลวงฟิลิปปินส์คอร์รัปชั่น และจับพระราชาคณะหรือที่เรียกว่า อาร์คบิชอพแห่งมนิลาไปขังไว้

ผลที่ไม่คาดคิดมาก่อนเกิดขึ้น นักบวชหลายรูป ได้นำฝูงชนก่อม็อบต่อต้านผู้แทนกษัตริย์เสปน  เฟอร์นานโด ตื่นมาพบกับฝูงชนและเปลวไฟที่เผาอาคารรอบจวนที่พำนักของเขาเต็มไปหมด  ทหารส่วนใหญ่ไม่ยอมยิงฝูงชนตามคำสั่ง กลับหนีหายไปดื้อๆ  ชาวพื้นเมืองซึ่งนับถือพระในศาสนาคริสต์มากกว่าตัวแทนกษัตริย์สเปน  ได้ใช้บันใดพาดขึ้นจวนข้าหลวง บุกเข้าสังหารเฟอร์นานโดและลูกชายเสียชีวิตอย่างสยดสยอง

นั่นคือเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่ชาวพื้นเมืองฟิลิปปินส์ภูมิใจมาก ถือว่าการก่อการนี้เป็นการแสดง “พลังประชาชน(People’s Power)” ครั้งปฐมฤกษ์ และต่อมาได้มีที่คล้ายคลึงกันอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะครั้งที่ แม่ชีและนักบวชจำนวนหนึ่ง นำฝูงชนขับไล่จอมเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส  บุกเข้าทำลายปราสาทมาลากันยังของประธานาธิบดีเสียจนเกือบสิ้นซาก

ในยุคเสปน คณะมิชชั่นนารีตั้งโบสก์คาธอลิกขึ้นทั่วประเทศ ทางโบสถ์ได้ครอบครองที่ดินไว้กว่า 185,000 เฮกตาร์(ประมาณ 1,850 ตารางกิโลเมตร)  มีเงินบริหารกิจการมหาศาล  ในปี  1882 พวกเขาก่อตั้งธนาคารที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียขึ้น ชื่อ มองเต เดอ ไพดาด (Monte de Piedad)

แม้ทุกวันนี้ ยังถือได้ว่า ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีความสำคัญต่อศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค สูงสุดในแถบเอเซีย   จะเห็นได้ว่า  ประมุขของศาสนาคริสต์แทบทุกพระองค์ ต่างก็มาเยือนฟิลิปปินส์ทั้งสิ้น

ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 1970 โป๊ป พอล ที่ 6 ได้เสด็จเยี่ยมชาวคริสต์ในฟิลิปปินส์เป็นครั้งแรก  เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นที่สนามบินกรุงมนิลา เมื่อพระองค์ถูกช่างเขียนชาวโบลิเวียทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ

สิบปีต่อมา ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1981 โป๊ป จอห์น พอล ที่ 2 ก็เสด็จเยี่ยมฟิลิปปินส์และได้พบกับประธานาธิบดีมาร์กอสในกรุงมนิลา

          ในวันที่ 15 มกราคม 1995 โป๊ป จอห์น พอล ที่ 2 เสด็จฟิลิปปินส์อีกครั้ง และได้นำกล่าวสวดมนต์ครั้งสุดท้ายอำลาจากตำแหน่งของท่านในฟิลิปปินส์ มีผู้คนเข้าร่วมหลายล้านคน ไม่รวมที่ทำพิธีในประเทศอื่นๆ พร้อมกันทั่วโลก

Text Box:  
เฟอร์ดินานด์ อี. มาร์กอส 
( http://www.historycentral.com/bio/ people/Marcos.html)

          ในยุคของเผด็จการมาร์กอส ศาสนานิกายโรมันคาธอลิก  มีบทบาทในการช่วยให้เกิดดุลยภาพทางการเมือง และเตือนรัฐบาลไม่ให้ลืมคนยากคนจนได้ดีมาก ท่านคาร์ดินาลซิน (Jaime L. Sin) สังฆราชของฟิลิปปินส์ ตกเป็นข่าวหลายครั้งว่า ได้ทัดทานการใช้เงินและอำนาจอย่างไร้ขอบเขตของประธานาธิบดีมาร์คอสและนางอิเมลด้าภริยา

6.3.3. สถาบันศาสนากับการขับไล่มาร์กอส

          จะขอยกเหตุการณ์ขับไล่มาร์กอสอย่างละเอียดสักเล็กน้อย เพื่อเป็นตัวอย่างว่า ศาสนาเกี่ยวข้องกับการต่อต้านขับไล่จอมเผด็จการมาร์กอสผู้ยิ่งใหญ่อย่างไร ประวัติของมาร์กอสในที่นี้ เป็นการสรุปมาจาก  http://en.wikipedia.org/wiki/Ferdinand_Marcos

ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ อี มาร์กอส (Ferdinand E. Marcos) เกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 1917 มีสายเลือดผสมระหว่างชนเผ่าอิโลคาโนชาวเขาทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์กับสายเลือดจีนและญี่ปุ่น บิดาเป็นนักกฎหมาย มารดาเป็นครู มาร์กอสเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์   เขาเรียนเก่งเป็นที่ล่ำลือไปทั้งประเทศ ตอนเรียนจบใหม่ๆ เขาถูกจับข้อหาสังหารคู่แข่งทางการเมืองของบิดา

ความอหังการของมาร์กอสฉายแววตั้งแต่ครั้งนั้น เขายืนยันขอเป็นทนายว่าความให้ตนเอง และชนะคดีในที่สุด

ช่วงถูกจับ มาร์กอส ต้องท่องหนังสือในคุกเพื่อสอบบอร์ดทางกฎหมาย(คงเทียบได้กับเนติบัณฑิตไทย) และสอบได้ที่ 1 ของประเทศ 

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง มาร์กอสสมัครเป็นทหาร ได้รับยศร้อยตรี และได้สร้างวีรกรรมในการรบแบบกองโจร ต่อต้านญี่ปุ่นอย่างทรหดและฉลาดเฉลียว 

ในปี 1942  มาร์กอสได้รับเหรียญเกียรติยศ เชิดชูให้เป็นฮีโร่แห่งชาติมากมาย เช่น Distinguished Service Cross (Extraordinary heroism in action) สำหรับผู้สร้างวีรกรรมระดับฮีโร่ขั้นพิเศษ  และอื่นๆ อีก 4-5 เหรียญ ส่วนใหญ่ได้จากวีรกรรมอันห้าวหาญที่ทำไว้ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ก่อนจะขึ้นมามีอำนาจ  ซึ่งบางกระแสก็อ้างว่า ประวัติของเขาเป็นการแอบอ้างเกินจริงไปหน่อย แต่ประวัติการได้รับเหรียญมีอยู่จริง โดยได้รับการจารึกไว้ในเอกสารของกองทัพจนทุกวันนี้

อาศัยชื่อเสียงจากการเป็นวีรบุรุษสงคราม  และบิดาที่เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่น มาร์กอส เข้าสู่การเมืองในปี 1945 ในฐานะผู้ช่วยด้านเทคนิคของประธานาธิบดีมานูเอล โรฮาส (Manuel Roxas) และใต่เต้าขึ้นเป็นผู้แทนราษฎรในปี 1949 เป็นวุฒิสมาชิกในปี 1963 และได้เป็นประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 1965   เมื่ออายุได้  48 ปี

ในสมัยแรกของการเป็นประธานาธิบดี มาร์กอสสร้างความเจริญและความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างมาก เขาพัฒนาทั้งทางอุตสาหกรรมและการเกษตรขนานใหญ่ ปรับปรุงกฎหมายและความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศต่างๆ เป็นพันธมิตรสนิทของอเมริกา และเป็นเพื่อนใกล้ชิดกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาถึง 3 คน คือ นิกสัน,  เรแกน และลินดอน จอห์นสัน (Richard Nixon, Ronald Reagan and Lyndon Johnson.  ช่างคล้ายนายกรัฐมนตรีของไทยท่านหนึ่งในยุคนี้จริงๆ)

 ตลอด 20 ปีในตำแหน่ง มากกว่าครึ่งหนึ่งของเวลานี้  มาร์กอสได้พัฒนาประเทศ จนทำให้ฟิลิปปินส์ เจริญก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นในเอเซียอย่างปฏิเสธไม่ได้  จะเป็นรองก็แค่ญี่ปุ่นเท่านั้น  

    

ในช่วงแรก ค.ศ. 1966 -1970  มาร์กอสโหมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก เช่น ถนน โรงพยาบาล และโรงเรียน  ปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มรายได้ให้รัฐ  ช่วงนี้เขาสร้างโรงเรียนมากกว่าประธานาธิบดีคนอื่นๆ ก่อนหน้าเขาทั้งหมดรวมกัน

มาร์กอสได้สมรสกับสาวไฮโซคนสวยชื่อ อิเมลด้า โรมัลเดส (Imelda Romualdez) อดีตมิสมนิลาปี 1950 (เทียบเท่านางสาวไทยของฟิลิปปินส์) โดยเข้าพิธีสมรสในปี 1954  อิเมลด้าเป็นผู้ที่มีบทบาททางการเมืองช่วยสามีอย่างสูง นางถูกนักข่าวทั่วโลกขนานนามว่า “ผีเสื้อเหล็ก (Steel Butterfly)”

 

มาร์กอส ยอมให้ประเทศเป็นฐานทัพอเมริกันเพื่อถล่มเวียตนาม และส่งกองทหาร ไปช่วยในเวียตนาม เช่นเดียวกับไทย แต่เป็นทหารช่าง เพื่อช่วยเหลือประชาชนไม่ใช่เพื่อรบ  เขามุ่งสร้างภาพเป็นคนรักสงบมากกว่าสงคราม และเขา ก็ต้องต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์และมุสลิมอย่างหนัก  เช่นเดียวกับผู้นำไทย

                 ก่อนหมดสมัยแรก มาร์กอสถูกกดดันให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะของเก่าใช้มาตั้งแต่สมัยเป็นอาณานิคม  และมีข้อห้ามที่ทำให้เขาสมัครเลือกตั้งอีกสมัยหนึ่งในปี 1973 ไม่ได้ 

          ในช่วงปี 1970-72 พรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์ได้ตั้งกองทัพประชาชนใหม่ (New Peoples Army) ขึ้น กลุ่มมุสลิมทางใต้แถวมินดาเนาก็พยายามแยกตัวเป็นเอกราชโดยตั้งกองกำลังปลดแอกมอโร(Moro National Liberation Front)ขึ้นอีก นักศึกษาประชาชนส่วนหนึ่งก็ไม่พอใจรัฐบาล  มีการเดินขบวนประท้วงและหยุดงานประปราย  สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลให้มาร์กอสประกาศกฎอัยการศึก ในวันที่ 21 กันยายน 1972 โดยอ้างว่าต้องทำให้ประเทศสงบสุข

          ระยะแรกของการใช้กฎอัยการศึก เป็นที่พอใจของประชาชนอย่างมาก อาชญากรรมลดลงอย่างรวดเร็วจนแทบไม่เหลือ มาร์กอสพยายามลดปัญหา โดย ยอมให้คู่ต่อสู้ทางการเมืองไปลี้ภัยในต่างประเทศได้ เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น และแข็งแกร่งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ดุลการค้าและงบประมาณของประเทศ เป็นบวกตลอดระยะ 9 ปีของการใช้กฎอัยการศึก ผลผลิตรวมของประชาชาติเพิ่มจาก 55 พันล้านเปโซในปี 1972 เป็น 193 พันล้านเปโซในปี 1980 เพิ่มเกือบ 400% นักท่องเที่ยวเพิ่มจากปีละ 2 แสน เป็น 1 ล้านคนต่อปี

            ผู้เขียนเชื่อว่า ช่วงนี้ มาร์กอส มีความรักชาติและหวังดีต่อประชาชนของเขาโดยบริสุทธิ์  จากที่เคยทำวิจัยอยู่ในกรุงมนิลาช่วงที่เขาเรืองอำนาจ  ผู้เขียนทราบว่าเขามีความห่วงใยสถานการณ์เศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดีของประชาชนอย่างมาก  เขาตั้งหน่วยวิทยุตรวจสอบติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ แต่ละวันหน่วยข่าวกรองทางเศรษฐกิจของเขาจะต้องรายงานราคาข้าว หมู เห็ด เป็ดไก่ เข้ามายังกรุงมนิลาโดยใช้คลื่นวิทยุต่างๆ  โดยเฉพาะคลื่นสั้นของทหาร

          เนื่องจากประเทศเป็นเกาะจำนวนมาก จึงมีปัญหาข้อผิดพลาดจากการรายงานตัวเลขด้วยเสียงค่อนข้างมาก เนื่องจากคลื่นรบกวน  ผู้เขียนเคยทำงานภายใต้ทุนวิจัย เพื่อพัฒนาระบบรายงานผลนี้ให้เป็นแบบใช้ข้อความดิจิตอล เพื่อลดข้อผิดพลาดผ่านทางเครือข่ายวิทยุดังกล่าว

          เมื่อเศรษฐกิจดี ประธานาธิบดีมาร์กอส  ครอบครัวและญาติมิตร ต่างก็ได้เป็นเจ้าของกิจการธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ธุรกิจพลังงาน อุตสาหกรรมไฮเทค เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  กลายเป็นกลุ่มทุนที่กุมชะตาเศรษฐกิจของประเทศไว้ในมือ 

          มาร์กอสจึงมีอำนาจบารมีล้นฟ้า ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ในขณะเดียวกัน นางอิเมลด้า ภริยา ก็ส่งเสริมความหรูหราฟุ้งเฟ้อในสังคม กลายเป็นสุภาพสตรีที่ได้รับการกล่าวขานถึงในวงการแฟชั่นไฮโซระดับโลก นางสะสมรองเท้าตามแฟชั่นราคาแพงสุดหรูกว่า 2,000 คู่ สะสมเครื่องเพชรพลอยราคาแพงมากมายไว้โอ้อวดแขกบ้านแขกเมือง ในขณะที่ประชาชนชาวไร่ชาวนาฟิลิปปินส์อดอยากไม่มีอะไรกิน นางพยายามปกปิดแหล่งเสื่อมโทรมที่อยู่ของชุมชนยากไร้ในกรุงมนิลา โดยการสร้างรั้วสังกะสีทาสีเขียว ปิดกั้นข้างถนนไว้เป็นสิบๆ กิโลเมตร ไม่ให้แขกบ้านแขกเมืองได้เห็น  ทุ่มเงินสร้างแหล่งบันเทิงหรือสถานที่แสดงความยิ่งใหญ่ของสามี  เช่น ปรับปรุงปราสาทมาลากันยัง สร้างศูนย์วัฒนธรรมไว้จัดงานหรู จนทำให้มีคนกล่าวขานกันว่า นางกำลังสร้างราชวงศ์มาร์กอสขึ้นในฟิลิปปินส์ เพื่อแข่งกับราชวงศ์จักรีของไทย

          ในเวลาเดียวกัน มาร์กอสก็ปราบปรามฝ่ายต่อต้าน ทั้งกลุ่มรักชาติรักประชาธิปไตย กบฏคอมมิวนิสต์และมุสลิมอย่างหนัก หน่วยข่าวกรองของเขาแทรกซึมไปทุกแห่งหน พวกนักศึกษาที่ถูกสงสัยว่าเป็นพวกต่อต้านมักหายตัวไปอย่างลึกลับ  มีข่าวว่าถูกฆ่าหรือขังลืมมากมาย มีข่าวเกี่ยวกับการทรมานนักโทษ เพื่อรีดความลับอย่างน่าสะพรึงกลัว

          ผู้เขียนมีเพื่อนสนิทเป็นสามีภรรยาฟิลิปปินส์คู่หนึ่ง  ฝ่ายชายเคยเป็นนักศึกษา ที่ต้องหนีเข้าป่าไปเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อต่อต้านมาร์กอส  เขาพบรักกับฝ่ายหญิงในขณะอยู่ในกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกัน ก่อนเข้าป่า เขาทำงานเป็นนักข่าวไปด้วยเรียนไปด้วย และร่วมกิจกรรมกับนักศึกษาที่ต่อต้านมาร์กอส   ต่อมาทราบว่าถูกตำรวจลับตามจับ เขาจำต้องหยุดเรียน และหนีเข้าป่าไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์  

          ต่อมา สามีภรรยาคู่นี้ถูกทหารมาร์กอสจับได้   ฝ่ายชายถูกทารุณกรรมในช่วงสอบสวนแทบเอาชีวิตไม่รอด  โดยการนำไปขังไว้ในห้องที่เย็นจนหนาวสั่น แล้วเจ้าหน้าที่ก็ถือขวดโค๊กเข้ามาซักถาม หากตอบไม่สะใจก็จะตีตามข้อมือข้อศอก หัวเข่า หรือตาตุ่ม แม้กระทั่งลูกอัณฑะด้วยขวดโค๊ก การถูกตีขณะหนาวเย็นเช่นนั้นเขาว่ามันเจ็บปวดทรมาณเข้ากระดูกอย่าบอกใคร เขาบาดเจ็บจนเดินไม่ได้ไปหลายวัน  ตามตัวถูกจี้ด้วยบุหรี่พุพองไปหมด

          ทั้งสองติดคุกประมาณ 2 ปี ก็ได้รับการปล่อยตัวตามโครงการกลับตัวกลับใจเหมือนที่ทำกันในไทยนี่แหละ  ทั้งสองสามีภรรยาเป็นคนน่ารักและมีน้ำใจมาก  ให้การช่วยเหลือผู้เขียนหลายอย่าง  สามีกลับไปเรียนต่อสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ วิทยาเขตดิลิแมน  ตลอดเวลาที่เรียนอยู่ เขาต้องไปรายงานตัวต่อทางการเป็นระยะๆ

 

มาร์กอสมีคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญอยู่คนหนึ่ง คือ วุฒิสมาชิก เบนนิโง อกิโน จูเนียร์ (Senator Benigno Aquino Jr., 1932-1983) ซึ่งมักขุดคุ้ยการใช้อำนาจที่ไม่ยุติธรรมของเขาออกมาวิพากษ์วิจารณ์เสมอ เมื่อมาร์กอสประกาศกฎอัยการศึกในปี 1972  อกิโนและพวกถูกจับทันทีเป็นกลุ่มแรก ในข้อหาฆ่า และมีอาวุธในครอบครอง โดยอ้างเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เกิดมาแล้วเกือบปี คือกรณีมีคนโยนระเบิดใส่ฝูงชนในงานเปิดตัวหาเสียงของพรรค  Liberal Party ทำให้คนตาย 9 คน บาดเจ็บ 85 คน(เรื่องเกิดตั้งแต่ปี 1971)   นับจากวันถูกจับ อกิโนถูกนำขึ้นกระบวนการใต่สวนด้วยศาลทหาร และจำคุกอยู่ถึง 7 ปี

 

Text Box:               
วุฒิสมาชิก เบนนิโง อกิโน จูเนียร์ คู่ปรับตลอดชีวิตของมาร์กอส (Senator Benigno Aquino Jr., 1932-1983)  ภาพขวา ถ่ายร่วมกับภริยาคอราซอล อากิโน ขณะลี้ภัยอยู่อเมริกา

 

ในช่วงถูกขังเดี่ยวอันยาวนาน  อกิโนสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้บ้าง ผ่านพรรคพวกที่สนับสนุนเขาภายนอก  เขาใช้เวลาศึกษางานของมหาตมะ คานธี และ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ทำให้จิตใจเขาเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เขากลายเป็นคนที่พร้อมจะตายเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม  และถึงกับเดินตามรอยมหาตมะคานธี โดยการประกาศอดอาหารอยู่ในคุกยาวนานถึง 40 วัน 40 คืน  

อกิโนยกเลิกการอดอาหารประท้วงมาร์กอส เพราะญาติมิตรและบาทหลวงหลายคนขอร้องให้เลิก โดยอ้างว่า พระเยซูเจ้าเคยอดอาหารเช่นกัน แต่ก็ไม่เกิน 40 วัน 40 คืน ท่านคงไม่อยากให้อกิโนทำเกินหน้าท่าน

จนถึงปี 1977  ศาลทหารตัดสินว่าอกิโนผิดจริง  และให้ประหารชีวิตโดยการยิงเป้า แต่ช่วงนั้นยังวุ่นวายจากการประท้วงของประชาชน พวกก่อการร้ายคอมมิวนิสต์และมุสลิมหัวรุนแรง  มาร์กอสจึงรีรออยู่ ไม่กล้าสั่งยิงทันที คงเพราะกลัวจะก่อศึกเพิ่มหลายด้านเกินไป ซึ่งอาจถือได้ว่า เป็นความผิดพลาดในชีวิตของเขาที่เลวร้ายที่สุด พลิกชะตาชีวิตของเขาอย่างสิ้นเชิง

การตัดสินของศาลทหารถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักว่า ไม่ยุติธรรมและทำตามใบสั่งมาร์กอส   นักโทษประหารอกิโน ได้รับความเห็นใจจากประชาชนอย่างท่วมท้น  มาร์กอสพยายามแสดงว่าตนเองมีใจกว้างพอโดยอนุญาตให้อกิโนได้มีสิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนในสภาชั่วคราว (Interim Batasang Pambansa 1978) จากในคุก ซึ่งเขาจัดขึ้นเพื่อลดกระแสเรียกร้องประชาธิปไตย 

 อกิโนประสานงานกับผู้สนับสนุนเขาที่อยู่นอกคุก ให้ตั้งพรรคการเมืองชื่อ ลาคัส อัง บายาน (Lakas ng Bayan) แปลว่า ”พลังประชาชน” และใช้สโลแกนว่า “LABAN” (ลาบาน แปลว่าสู้) เพื่อส่งคนเข้าสนามเลือกตั้งสภาชั่วคราว 21 คน พรรคนี้เลยได้ชื่อพรรคลาบาน อีกชื่อหนึ่ง

อกิโนนั่งรอคำสั่งประหารต่อมาอีก 2 ปี มาร์กอสก็ไม่สั่งดำเนินการสักที เป็นการบั่นทอนจิตใจที่คงทุกข์ทรมาณมากทีเดียว

ในวันที่ 24 กันยายน 1979 (2522)   มีกลุ่มผู้แทนราษฎรที่สนับสนุนรัฐบาลกลุ่มหนึ่ง ขอเข้าไปศึกษากรณีมีเหตุชวนสงสัยว่า ฝ่ายศาสนานิกายโรมันคาทอลิก ทำการต่อต้านรัฐบาล หัวหน้ากลุ่มได้กล่าวหาว่า พวกบาทหลวง กับนักการเมืองบางคน ใช้โรงเรียนคาทอลิกเป็นแหล่งส้องสุมผู้คน เพื่อล้มล้างรัฐบาล รวมทั้งให้ความช่วยเหลือพวกก่อการร้ายด้านเอกสารและอื่นๆ  เพื่อบ่อนทำลายรัฐบาล  เรื่องนี้ถือว่าข้ามเส้นเข้าไปละเมิดฝ่ายศาสนจักร ทำให้การต่อต้านมาร์กอสลุกลามใหญ่โตขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง 

          เพื่อปลุกไฟปฏิวัติให้ร้อนแรงขึ้น หนังสือพิมพ์ “Bulletin Today” ตีพิมพ์ข่าวโดยอ้างแหล่งข่าวจากสำนักข่าว UPI เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1979 ว่า อกิโน ซึ่งขณะนั้นถูกขังไว้นานเกือบ 6 ปีแล้ว  รู้สึกสิ้นหวังในชีวิต จึงได้ส่งจดหมายถึงคาร์ดินาลซิน  สังฆราชในขณะนั้น ขอร้องให้นำประชาชนออกมาเรียกร้องให้เลิกกฎอัยการศึก  โดยเห็นว่า มาร์กอสใช้กฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือกดขี่ประชาชนไว้ยาวนานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กรณีของเขา เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงว่า ศาลทหารภายใต้กฎอัยการศึกลำเอียงแค่ไหน  มาร์กอสสั่งปิดชั่วคราวหนังสือพิมพ์นี้ทันที

          นี่แสดงให้เห็นว่า อิทธิพลของสถาบันศาสนาในสายตาของนักการเมืองของประเทศนี้ว่าเป็นอย่างไร  คาร์ดินาลซิน ปฏิเสธข่าวอย่างสุภาพ และกล่าวกับนักข่าวอย่างทีเล่นทีจริงว่า อาตมายังไม่อาจทำตนเป็นอิหม่ามโคไมนี แห่งอิหร่านได้ เพราะยังไม่มีหนวดเครา (ช่วงนั้นอิหม่ามโคไมนี  เป็นผู้นำทางศาสนามุสลิม ที่นำประชาชนขับไล่ชาร์แห่งอิหร่านได้สำเร็จ เป็นที่จับตามองกันอยู่ทั่วโลก ชาร์เป็นผู้นำสมุนอเมริกาที่ประชาชนอิหร่านต่อต้านมานาน)

          ไม่ว่าข่าวจะจริงหรือไม่ แต่ในการประชุมสภาบาทหลวงของมนิลาชื่อ Synod’ 79 ในปีเดียวกัน ได้แถลงข่าวว่า มีการลงมติในที่ประชุม  ขอให้เลิกกฎอัยการศึก  เพราะเห็นว่า เป็นการจำกัดสิทธิมนุษย์ชน ประธานาธิบดีมาร์กอสรู้ข่าวนี้ ก็รีบออกมาตอบทาง ที.วี. ว่า จะยกเลิกกฎอัยการศึกภายใน 18 เดือน รุ่งขึ้นนักการเมืองสมุนมาร์กอส ก็มีการประชุมใหญ่ กล่าวหาว่าสภา Synod ก้าวก่ายการเมือง และนำไปสู่การกวาดล้าง จับกุมผู้ถูกกล่าวหาว่าพยายามโค่นล้มรัฐบาลจำนวน 82 คน จำนวนนี้มีแม่ชีและบาทหลวงจำนวนหนึ่ง  ประชาชนเร่งโหมพลังต่อต้านทั้งใต้ดินและบนดิน

กระแสต้านอดีตฮีโร่มาร์กอส และหนุนอกิโน ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ   แต่ช่วงนั้นอกิโนเริ่มป่วยด้วยโรคหัวใจ  มาร์กอสก็ป่วยด้วยโรคผิวหนังและโรคไต  ในปี 1980 อกิโนมีอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ 2 ครั้ง หมอหัวใจที่ศูนย์โรคหัวใจที่มีชื่อของฟิลิปปินส์ไม่กล้าผ่าตัดให้  อกิโนเองก็ไม่ยอมลงนามให้ผ่า เขาต่อรองขอไปผ่าตัดในอเมริกา หรือไม่ก็กลับเข้าห้องขังที่ฟอร์ตบอนิฟาซิโอเพื่อตายอย่างสงบ

วันที่ 8 พฤษภาคม 1980 นางอิเมลด้า มาร์กอส  แสดงความมีเมตตาธรรม  เข้าไปเยี่ยมอกิโนถึงในห้องคนไข้ที่โรงพยาบาล  และยื่นข้อเสนอให้เขาไปผ่าตัดหัวใจในสหรัฐอเมริกาได้ในค่ำวันนั้นเลย  โดยมีเงื่อนไขสองข้อ คือ 1.) เมื่อไปอยู่ที่นั่น ต้องไม่กล่าวโจมตีรัฐบาลมาร์กอส และ 2.) จะต้องกลับมาเข้าคุกเมื่อผ่าตัดและแข็งแรงแล้ว อกิโนตอบตกลง อิเมลด้าสั่งนายพลเฟเบียน เวอร์ ญาติมาร์กอส ให้จัดการเรื่องพาสปอร์ต วีซ่า และตั๋วเครื่องบินให้อกิโนและครอบครัวอย่างรวดเร็ว

อกิโนรีบพาครอบครัวไปอเมริกาทันที เขาฟื้นตัวจากการผ่าตัดภายใน 2 สัปดาห์ ตอนแรกเขาย้ำว่าจะกลับประเทศตามข้อตกลงกับอิเมลด้า   แต่ทางปราสาทมาลากันยัง ทำเนียบประธานาธิบดีมาร์กอส ส่งข่าวไปบอกว่า  ถ้าเขาจะพักอยู่ในอเมริกาต่อไปเพื่อรักษาตัวก็ได้

 อกิโนเลยเลิกทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับอิเมลด้า  โดยต่อมาเขาให้เหตุผลว่า “ประโยชน์ของชาติเหนือกว่าสิ่งใด” และ “การตกลงกับปีศาจ ก็เหมือนไม่มีข้อตกลงใดๆ”  เขาถือโอกาสลี้ภัยการเมืองอยู่อเมริกาอย่างมีความสุขกว่า 3 ปี  โดยได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเอ็มไอทีในการเขียนหนังสือ 2 เล่ม และยังเป็นผู้บรรยายในชั้นเรียนและตามที่ต่างๆ หลายแห่ง  เขาได้รับเชิญไปบรรยายทั่วอเมริกา  โดยไม่เคยหยุดวิจารณ์รัฐบาลมาร์กอส

ในขณะเดียวกัน มาร์กอสก็กล่าวหาว่า อกิโนคือ “ไอ้บ้ามือระเบิด” โดยหาว่าอยู่เบื้องหลังการวางระเบิดในกรุงมนิลาในปี 1981 และ 1982 อกิโนปฏิเสธว่า เขาไม่เคยคิดต่อสู้ด้วยความรุนแรงใดๆ

ประชาชนยังคงต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ให้เลิกกฎอัยการศึก และขอให้มาร์กอสยอมให้นายอกิโนกลับมาทำงานการเมืองอย่างอิสระในประเทศต่อไปไม่หยุดยั้ง  ในที่สุด มาร์กอสยอมประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกในวันที่ 17 มกราคม 1981 เพื่อลดแรงต่อต้านและเพื่อเอาใจการเสด็จเยี่ยมฟิลิปปินส์ของโปบ จอห์น พอล ที่ 2 แต่เขายังสงวนอำนาจสูงสุดที่จะสั่งการใดๆ ก็ได้ไว้หลายข้อ

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1981 มาร์กอสพยายามเอาใจฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย โดยประกาศเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้น แต่พรรคฝ่ายค้านคู่แข่งหลักที่หนุนอกิโนบอยคอตการเลือกตั้งครั้งนี้  มาร์กอสชนะพรรคเล็กๆ ชื่อ Nacionalista Party ถึง 16 ล้านคะแนน ทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีต่อได้อีก 6 ปี

ในเดือน สิงหาคม 1983  มีข่าวมาร์กอสป่วยค่อนข้างหนัก  ปัญหาการเมืองในประเทศร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ  โดยพวกคอมมิวนิสต์ และประชาชนก่อกวนมาร์กอสหนักขึ้น อกิโนคิดว่า สมควรได้เวลาที่เขาจะเจรจากับมาร์กอสพื่อขอกลับฟิลิปปินส์หวังจะเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงให้ประเทศ โดยเขาเตรียมจะลงสมัครเลือกตั้งในปี 1984 แข่งกับมาร์กอส  

มาร์กอสพยายามขวางอกิโนเต็มที่ แต่กระแสข่าวหนึ่งก็บอกว่า มาร์กอสช่วงนั้นหมดสภาพแล้ว ผู้บงการที่แท้จริงคือนางอิเมลด้า และนายพลเวอร์ ลูกพี่ลูกน้องมาร์กอสต่างหาก

 อกิโนประกาศว่า “เป็นสิทธิของคนฟิลิปปินส์ ที่จะกลับบ้านเกิด”  และยืนยันว่าจะกลับให้ได้ แม่มีข่าวลือว่า จะมีพวกคอมมูนิสต์ลอบสังหารเขาทันทีที่กลับถึงประเทศ  เมื่อนักข่าวถามเรื่องนี้ เขาตอบว่า  “If it's my fate to die by an assassin's bullet, so be it. (ถ้าชะตากรรมของผมจะต้องตายด้วยกระสุนของผู้ลอบสังหาร ก็ขอให้มันเป็นไปดังนั้น)”  (จาก http://news.bbc.co.uk/onthisday/hi/dates/stories/august/21/newsid_2534000/ 2534945.stm)

 อกิโนบอกผ่านพรรคพวกว่า จะกลับไปรวบรวมพรรคฝ่ายค้านเพื่อลงสมัครเลือกตั้งแข่งกับมาร์กอสให้ได้

รัฐบาลมาร์กอสสั่งห้ามออกหนังสือเดินทางให้อกิโน และขู่สายการบินทุกสายว่า หากใครรับอกิโนกลับฟิลิปปินส์ จะห้ามลงจอดและให้บินออกนอกเขตประเทศทันที

อกิโนได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อน ส.ส. และเจ้าหน้าที่กงสุลฟิลิปปินส์ในอเมริกาทำพาสปอร์ตให้สองเล่ม เล่มหนึ่งใช้ชื่อ Marcial Bonifacio (Marcial  ย่อมาจาก Matial law (กฎอัยการศึก) และ Bonifacio คือชื่อค่ายทหารที่เขาเคยถูกขังเดี่ยวอยู่ถึง 7 ปี)  อีกเล่มหนึ่งเป็นชื่อจริง  เขาเดินทางพร้อมคนคุ้มกันจำนวนหนึ่ง โดยสั่งให้ภริยาบินตามหลังเขาหนึ่งสัปดาห์เมื่อเขาถึงฟิลิปปินส์แล้ว  เขาพยายามบินอ้อมไปสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และใต้หวันเป็นจุดสุดท้ายก่อนบินเข้าฟิลิปปินส์ เนื่องจากเขามีเพื่อนอยู่ที่นั่น และใต้หวันไม่ค่อยถูกกับฟิลิปปินส์ เขาจึงคิดว่าปลอดภัยกว่าที่อื่น

มาร์กอสได้เตรียมการต้อนรับเขาไว้แล้วที่สนามบิน อกิโนให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวนานาชาติอย่างเปิดเผยว่า เขาจะกลับบ้าน และไม่กลัวถูกลอบฆ่า เป็นการเตือนมาร์กอสว่า อย่าทำตามข่าวลือนะ คนเขารู้กันทั่วโลก ในการให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเครื่อง เขาบอกนักข่าวว่า เขาใส่เสื้อเกราะกันกระสุน และพูดเล่นๆว่า “มันป้องกันได้แค่ลำตัวเท่านั้นนะคุณ แต่ที่หัวนี่ เราทำอะไรไม่ได้เลย” แถมพูดอีกว่า “พวกคุณต้องเตรียมกล้องถ่ายรูปไว้ให้ดีนะ เพราะหากมันเกิดขึ้นจริง จะเร็วมาก ...คุณรู้ไหม ภายใน 3-4 นาทีทุกอย่างจะเรียบร้อยหมดแล้ว... และผมอาจไม่มีโอกาสได้คุยกับพวกคุณอีกแล้วหลังจากนั้น ... นี่มันเป็นเรื่องอันตรายมากจริงๆ..”

วันที่ 21 สิงหาคม 1983  อกิโนเดินทางถึงสนามบินนานาชาติมนิลา (Manila International Airport) ของฟิลิปปินส์ ท่ามกลางทหารมาร์กอส ที่อ้างว่า ส่งไปอารักขาอกิโนที่สนามบินอย่างหนาแน่นเกือบพันคน ทหารผู้หนึ่งเข้าไปต้อนรับอกิโนในเครื่องบิน และคุมตัวเขาออกจากเครื่อง แต่พอก้าวออกจากประตู ก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดอย่างไม่คาดฝัน  สิ้นเสียงปืน คนที่รอรับเขาอยู่แต่ไกลก็เห็นร่างอกิโน และชายอีกผู้หนึ่ง นอนเสียชีวิตอยู่บนลานบิน กระสุนที่ปลิดชีวิตอกิโนพุ่งตรงเข้าที่ศรีษะซีกซ้ายอย่างแม่นยำ เป็นกระสุนลึกลับไม่มีใครทราบแน่ว่ามาจากไหนจนถึงทุกวันนี้

ทหารที่คุมตัวอกิโนอย่างใกล้ชิดอ้างว่า ชายที่นอนตายข้างๆ อกิโนคือผู้สังหาร  อีกหลายเดือนต่อมาจึงสอบสวนรู้ว่า ชายคนนั้นชื่อ โรแลนโด กัลแมน (Rolando Galman) เป็นมือปืนของฝ่ายคอมมิวนิสต์ และไม่รู้ว่าเขาไปโผล่ตรงนั้นได้อย่างไร ประชาชนไม่เชื่อ บางส่วนโจมตีว่าพวกทหารนั่นแหละเป็นผู้ยิง โดยทำตามแผนของนายพล เฟเบียน เวอร์ (Fabian Ver (d.1998 at 78)) คนสนิทมาร์กอส  แต่ก็พิสูจน์อะไรไม่ได้

มาร์กอส อ้างว่า เป็นการสังหารด้วยมืออาชีพจริงๆ เขาจะให้ความยุติธรรมแก่อกิโนเต็มที่ และสั่งให้มีการสอบสวนเพื่อคลี่คลายคดีโดยใช้ผู้พิพากษาถึง 5 คน แต่การพิจารณาคดียืดเยื้อไม่สิ้นสุด จนตัวเองต้องลี้ภัยออกนอกประเทศText Box:        
ศพอกิโนหลังถูกยิงนอนตายบนพื้นที่สนามบิน ท่ามกลางทหารตำรวจอารักขาเป็นร้อยคน คนตายคู่กับเขาคือคนที่ทหารอ้างว่าเป็นคนยิง ซึ่งถูกทหารยิงทิ้งทันที   (http://en.wikipedia.org/wiki/Ninoy_Aquino)   อีกภาพคือประชาชนใส่เสื้อเหลืองประท้วงรัฐบาลมาร์กอส ด้วยคำว่า “ใครฆ่าวีรบุรษของฉัน”

 

 

ต่อมา ในยุคที่ภริยาอกิโนได้เป็นประธานาธิบดีต่อจากมาร์กอส นางได้สั่งสอบสวนเรื่องนี้ใหม่ ทหารที่อยู่บนลานบินและผู้คุมตัวอกิโนลงจากเครื่องรวม 15 คน ถูกตั้งข้อหาร่วมฆ่าและ 8 คนถูกจำคุกตลอดชีวิต โดยไม่มีใครสารภาพเลย ทุกคนอ้างว่า มือปืนกัลแมน เป็นผู้ลงมือคนเดียว ไม่มีใครเกี่ยวด้วย  พวกเขาฆ่ากัลป์แมนเพื่อป้องกันอกิโน

 

อีก 10 ปีต่อมา มีทหารในกลุ่มที่ติดคุกตลอดชีวิตคนหนึ่ง ยศจ่าโท ชื่อ ปาโบล มาร์ติเนส (Pablo Martinez)  อ้างว่า ขณะที่เขาถูกขังอยู่ในคุกนั้น วันหนึ่งในปี 1994 พระเจ้าได้มาปรากฏกายต่อหน้า (คนฟิลิปปินส์เรียกคนพวกนี้ว่า born-again Christian)  เขาจึงโกหกต่อไม่ได้แล้ว  ขอสารภาพว่า เขาเป็นคนที่ไปนำนาย กัลแมน มาซุ่มไว้แถวนั้นจริงเพื่อฆ่าอกิโน โดยทหารคนอื่นๆ ไม่รู้ และอ้างว่า นายกัลแมนบอกเขาว่า การทำงานทั้งหมดทำไปตามแผนที่ได้รับจากนักธุรกิจใหญ่เพื่อนซี้มาร์กอสคนหนึ่ง คือนายเอ็ดการ์โด คอจังโก (Eduardo Cojuangco) ซึ่งเป็นประธานบริษัทซานมิเกลคอร์ป (San Miguel Corp.  บริษัทผลิตเบียร์และเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์และในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) แต่เรื่องนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ และแน่นอนว่า นายคอจังโกออกมาปฏิเสธ (จาก http://www.time.com/time/asia/ covers/501060227/murder.html)

มีการรื้อฟื้นคดีสอบสวนใหม่ในปี 2004 โดยทนายใจบุญผู้หนึ่ง (Persida Rueda-Acosta, the Philippines' top public defender) เพื่อช่วยทหารที่ถูกจับ เพราะเชื่อว่าพวกนี้คือแพะที่อาจไม่รู้เรื่องจริงๆ  นางอิเมลด้าซึ่งกลับประเทศ และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็ได้ออกมาเข้าพิธีสาบานว่า ช่วงอกิโนถูกยิง มาร์กอสป่วยหนักถึงขั้นโคม่า ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย ทุกคนพยายามพิสูจน์ว่ากัลแมนคือตัวการแต่ผู้เดียว แต่ศาลไม่ยอมรับฟังพยานหลักฐานที่อ้างว่าได้รับเพิ่มจากการสารภาพของมาร์ติเนส

เหตุการณ์ลอบสังหารอกิโน จุดไฟบ้าคลั่งให้ฝูงชนอย่างรวดเร็ว โดยมีนางคอราซอล อกิโน ภริยาของเบนิโง อกิโน เป็นผู้นำ พวกเขาใช้สีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้เรียกร้องให้นายอกิโนกลับประเทศ เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้กับมาร์กอส   ประชาชนสรวมเสื้อสีเหลือง ผูกริบบิ้นสีเหลือง และใช้อะไรอีกหลายๆ อย่างสีเหลือง เต็มไปหมด

ที่มาของการใช้สีเหลืองนี้ มาจากเพลงอเมริกันชื่อ "Tie a Yellow Ribbon around The Old Oak Tree” ซึ่งเนื้อความกล่าวถึงทหารอเมริกันผู้หนึ่ง ถูกส่งไปรบต่างประเทศเป็นเวลาหลายปี  เมื่อเขาได้กำหนดเวลากลับบ้าน เขาไม่แน่ใจว่าภรรยาของเขายังรักเดียวใจเดียว และอยากให้เขากลับบ้านอยู่หรือเปล่า เพราะเธออาจมีคนรักใหม่แล้วก็ได้ เขาจึงเขียนจดหมายถึงเธอก่อนกลับว่า ถ้ายังรักเขา ยังอยากให้เขากลับบ้าน ให้ผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้รอบต้นโอ๊กหน้าบ้านเส้นหนึ่ง ไม่งั้นเขาจะไม่เดินเข้าบ้านแต่จะหลบไปเสียให้ไกลๆ

ชาวฟิลิปปินส์คงประทับใจเพลงนี้กันมาก จึงใช้สีเหลืองเป็นความหมายในการเตรียมการต้อนรับนายอกิโน และเรียกร้องให้รีบกลับบ้านมาโดยเร็ว 

มันบังเอิญหรืออย่างไรไม่ทราบ ที่สีเหลืองที่เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้  แทบจะไม่ต่างจากกลุ่มต่อต้านนายกทักษิณที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุลในยุค ค.ศ. 2005-2006 แม้แต่น้อย มีการเดินขบวนประท้วง ลุกลามต่อเนื่องกันอย่างทรหด มาร์กอสฟื้นจากป่วยแต่ยังไม่หายดี และทำทุกอย่างเพื่อรักษาตำแหน่งเอาไว้ให้ได้  เนื่องจากความเชี่ยวชาญทางการเมือง  บวกกับอำนาจบารมีที่สะสมไว้นมนาน มาร์กอสประคองตัวทั้งที่ป่วยท่ามกลางพายุร้ายต่อมาได้อีก 3 ปี

 ในปี 1984 กลุ่มอาสาประชาชนแห่งชาติ (The Volunteer National Citizen) ได้รวมตัวขึ้น โดยมีนาย โฮเซ คอนเซ็บชั่น (Jose Concepcion) รวมทั้งผู้นำทางธุรกิจและผู้นำศาสนาอีกหลายคนเป็นแกนนำ กลุ่มนี้ เปิดประเด็นเรียกร้องการเลือกตั้งอย่างเสรี ทั้งนี้อ้างว่า เพราะมาร์กอสได้แก้กฎหมายทำให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีวิต  แถมยังผูกขาดธุรกิจและคอรัปชั่นขนานใหญ่ จึงควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกผู้นำใหม่

อาจเป็นการประเมินคะแนนนิยมของตนเองและอารมณ์ฝูงชนผิดพลาดอย่างร้ายแรง หรือ เพราะมาร์กอสต้องการหาทางลงจากตำแหน่งอย่างสันติก็เป็นได้  เขาจึงได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้นอีก ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1986 นางคอราซอนอกิโน ภริยาของนายเบ็นนิโงอกิโน แม่บ้านที่เคยไร้เดียงสาทางการเมืองอย่างมาก อาสาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแข่งกับมาร์กอส  

ผลการนับคะแนน นางอากีโนแพ้ โดยจากคะแนนจากการนับของคณะกรรมการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ COMELEC มาร์กอสได้ 10,807,197 เสียง อกิโนได้ 9,291,761 เสียง แต่คณะกรรมการตรวจสอบการเลือกตั้งฝ่ายประชาชนชื่อ NAMFREL นับได้ 7,835,070 ต่อ 7,053,068  ฝ่ายสนับสนุนอกิโนไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ กล่าวหาว่ามาร์กอสโกงเลือกตั้ง  มาร์กอสอ้างว่าตนเองชนะอย่างบริสุทธิ์   ตัวแทนคณะผู้สังเกตการณ์ของอเมริกาก็ประณามว่าผลคะแนนของ COMELEC ไม่ถูกต้อง การเดินขบวนประท้วงต่อต้านวุ่นวายเกิดขึ้นทั่วกรุงมนิลา นางอกิโน ออกเดินทางไปนำขบวนประท้วงที่เมืองเซบู ภาคกลางฟิลิปปินส์

เว็บไซต์ http://www.inq7.net/ nat/2004/feb/22/nat_10-1.htm  บันทึกไว้ในข้อเขียนชื่อ EDSA I Time Line ว่า เวลาเที่ยงคืนของวันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 1986 ฮวน พอนซ์ เอ็นไรเล (Juan Ponce Enrile) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และกลุ่มทหารรักประชาธิปไตยกลุ่มหนึ่ง นำโดยนายพล ฟิเด็ล รามอส (Fidel Ramos) ไม่พอใจที่มาร์กอสโกงเลือกตั้ง  พวกเขาจึงได้ประชุมกันวางแผนยึดอำนาจ  

เอ็นไรเล ประกาศให้กลุ่มของตนทราบว่า เขาจะประกาศตนเป็นผู้นำรัฐบาลทหารและสภาความปรองดองแห่งชาติ(National Reconciliation Council) หลังจากกองกำลังกบฏที่ชื่อแรม ซึ่งแปลว่า กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อปฎิรูปกองทัพ (Reform the Armed Forces Movement (RAM)) นำโดย พันโท เกรโกริโอ โฮนาซาน (Col. Gregorio Honasan) ทหารคนสนิทของเขา เข้ายึดปราสาทมาลากันยังที่อยู่ของมาร์กอส เวลาตี 2 ของวันรุ่งขึ้น (23 กุมภาพันธ์ 2529)

ในบันทึกดังกล่าวระบุว่า เอ็นไรเลได้วางแผนให้ทหารคนสนิทจำนวนหนึ่ง นำโดย พันโท เกรโกริโอ โฮนาซาน เข้าไปเป็นสายอยู่ในมาลากันยังเพื่อรายงานความเคลื่อนไหวและคุมทีมจู่โจมจับหรือสังหารมาร์กอส

Text Box:    
นายพันทหารหนุ่มรูปหล่อ เกรโกริโอ โฮนาซาน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษเอ็ดซาผู้หนึ่ง  ภายหลังได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกสายอิสระคนแรกของประเทศ

มาร์กอสนับเป็นผู้นำประเทศที่ฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยมยิ่งกว่าใครในเอเชียยุคนั้น ไหนเลยจะเพรี่ยงพร้ำได้ง่ายๆ ปฏิบัติการของเอ็นไรเลล้มเหล็ว ข่าวรั่วรู้ถึงฝ่ายข่าวกรองของมาร์กอส และโดนซ้อนแผนด้วยสายลับสองหน้า ทำให้หน่วยสังหารของฝ่าย RAM ซึ่งแฝงอยู่ในกลุ่มทหารองค์รักษ์มาร์กอส ถูกจับรวดเดียว 19 คน ก่อนที่จะลงมือ  มาร์กอสเตรียมกำลังกวาดล้างกลุ่มก่อการกบฏทั้งหมดให้สิ้นซาก

โฮนาซานและพวกที่เหลือ รุดหนีไปแจ้งเรื่องแผนแตกให้เอ็นไรเลทราบถึงบ้าน และให้เลือกว่าจะหนีไปซ่อนในป่าร่วมกับกลุ่มกองโจรต่อต้านมาร์กอส หรือจะหลบเข้าค่ายอกินานโด แหล่งกำลังของฝ่ายต่อต้าน เผื่อมีโอกาส  เอ็นไรเลเลือกอย่างหลัง  รีบสั่งเสียลูกเมีย และบอกเมียให้แจ้งคาร์ดินาน ซิน ว่า แผนยึดอำนาจของเขาแตก

 

Text Box:  
ฟิเด็ล รามอส   และ เอ็นริเล แถลงข่าวตัดขาดจากมาร์กอส และหนุนนางอกิโน(http://library.thinkquest.org/15816/therevolution.article1.html)

 

ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย เอ็นไรเลโทรศัพท์ไปโอดครวญกับคาร์ดินาลซินว่า “ผมกำลังจะตายภายในหนึ่งชั่วโมงนี้แล้ว แต่ผมยังไม่อยากตาย ... ถ้าเป็นไปได้ ช่วยทำอะไรสักอย่างเถิด ผมยังอยากจะมีชีวิตอยุ่ต่อไป (Enrile tells Sin: "I will be dead within one hour. I don't want to die... If it is possible, do something. I'd still like to live.", EDSA I Time Line)

 เอ็นไรเลและรามอส เสี่ยงตาย นัดสื่อมวลชนมาแถลงข่าวเลิกสนับสนุนมาร์กอสอย่างเป็นทางการว่า  พวกเขาไม่ต้องการยึดอำนาจมาเป็นของตนเอง แต่ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชน ผ่านทางคอราซอน อกิโน ซึ่งพวกเขาถือว่า เป็นประธานาธิบดีผู้ชนะการเลือกตั้งจากประชาชนอย่างแท้จริง จากนั้น พวกเขาได้หลบหนีไปกบดานอยู่ในค่ายเครมและค่ายอกินานโด โดยมีกำลังทหารสนับสนุนที่มีแต่อาวุธเบาเพียงประมาณ 500 คนเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน มาร์กอส ประชุมนายทหารและเหล่านักการเมืองที่สนับสนุนเขาอยู่ในทำเนียบ เขาอบสวนทหารที่จับได้ 4 คนด้วยตัวเอง เขาบอกคนเหล่านั้นว่าเขาสั่งทหารล้อมค่ายอกินานโดไว้หมดแล้ว แต่ “ผมสั่งให้เขาอยู่ห่างในระยะปืนใหญ่ยิงถึ เพราะไม่ต้องการให้ทหารขี้ตื่นบางคนยิงมั่วออกไป พวก ทหารล้อมไว้หมดแล้ว แต่ผมยังบอกให้อยู่ห่างไว้ก่อน”  ต่อมาเมื่อสถานการณ์ไม่ดีขึ้น เขาเปลี่ยนคำสั่ง บอกให้ทหารที่ล้อมอยู่เคลื่อนเข้าหาค่ายอกินานโด

มาร์กอสออกตอบโต้ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ของรัฐบาลว่า  มีการวางแผนสังหารเขา และนำนายทหารในทีมสังหารที่จับได้คนหนึ่งมาเป็นพยานว่า ฝ่ายเอ็นไรเลวางแผนสังหารเขาอย่างไร เขากล่าวถึงพวกกบฏว่า “จงหยุดการกระทำโง่ๆ เสียเดี๋ยวนี้” เขายังควบคุมสถานการณ์ไว้ได้  และสั่งให้กองทหารของเขาพร้อมรถถังและอาวุธหนัก เคลื่อนพลเข้าปิดล้อมค่ายเครมและค่ายอกินานโด  พร้อมขยี้ทหารฝ่ายกบฎ

คาร์ดินาลซินคงทนดูไม่ได้ ท่านประกาศปลุกมวลชนทันที โดยออกอากาศทางสถานีวิทยุเรดิโอเวริตัส เรียกร้องให้ประชาชนมาช่วยเอ็นไรเลและรามอสอย่างโจ่งแจ้ง ท่านประกาศว่า “ ออกจากบ้านของท่านเดี๋ยวนี้   เอ็นไรเลและรามอสคือเพื่อนเรา จงไปรวมตัวกันที่ค่ายอกินานโด”

 

 

 ประชาชนได้ลุกฮือรวมตัวกันเดินไปที่ถนนอีพิฟานิโอ เดอ ลอส ซานโตส (Epifanio de los Santos Avenue) ใกล้ค่ายทหารเครมและอกินานโด ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่าย่านเอ็ดซา (EDSA) ซึ่งเป็นชื่อของวีระบุรุษในการปฏิวัติผู้หนึ่ง  พวกเขารวมกันเตรียมสู้ด้วยมือเปล่าอย่างน่าสมเพช เพื่อขัดขวางทหารมาร์กอสซึ่งมีกองทัพบก เรือ และอากาศเต็มอัตราศึก ไม่ให้ทำร้ายทหารฝ่ายประชาชนของนายเอ็นไรเลและรามอส ซึ่งมีกำลังเพียง 500 คน

Text Box:  
บนถนนเอ็ดซา หน้าแคมป์เครม ประชาชนตั้งแถวเป็นกำแพงมนุษย์ต้านกองกำลังทหารฝ่ายมาร์กอสไม่ให้เข้าไปทำลายทหารฝ่ายประชาชน พวกเขาตระโกนคำว่า “ลาบาน(LABAN)” และ “คอรี” คำว่าลาบานแปลว่า สู้ ส่วนคอรี คือชื่อเล่นของภริยาม่ายของนายอกิโน คู่แข่งมาร์กอสผู้ถูกสังหารก่อนเหตการณ์ประท้วงนี้ไม่นาน

นางคอรี อกิโนขณะนั้นอยู่ซีบู วางแผนว่าจะหนีออกนอกประเทศดีหรือจะเข้ามนิลา นางคิดว่ากำลังประชาชนมากมายที่ล้อมค่ายอกินานโดเป็นมือที่สาม นางโทรศัพท์ถึงคาดินาลซิน บอกว่า “เรามีปัญหาใหญ่แล้วท่านคะ มีกองกำลังของฝ่ายที่สามอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว”  ตอนแรกนางเข้าใจว่ามีแค่มวลชนของนางกับฝ่ายมาร์กอสสู้กันอยู่แค่สองฝ่าย นางไม่ได้สั่งการมวลชนที่ค่ายอกินานโดจึงคิดว่าเป็นของมือที่สาม

คาดินานซินตอบนางว่า “ไม่ใช่นะ เราแน่ใจว่าพวกเขารวมตัวกันเพราะต้องการคุณเป็นประธานาธิบดี กลับไปหาพวกเขาและขอบคุณพวกเขาซะ ถ้าไม่มีพวกนี้ คุณจะทำได้ก็แค่เดินขบวนประท้วงรายวันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทางได้เป็นประธานาธิบดี แต่ตอนนี้ คุณกำลังจะได้เป็นแล้ว คุณจะได้เห็นฝ่ามือของพระเจ้า  นี่คือคำตอบจากการสวดอ้อนวอนของเรา”(จาก PEOPLE POWER (II)  p. 119)

นางอกิโนแอบบินกลับจากซีบูด้วยเครื่องบินเล็กของเอกชนโดยหอการบินปกปิดไม่ให้กรุงมนิลาทราบ แต่มีคนแจ้งนักข่าว CNN ให้ไปรอรับ นางใช้รถนักข่าว CNN นำหน้าขับรถแซงผ่านขบวนรถถังที่ยันกับฝูงชนอยู่โดยทหารไม่รู้คิดว่าเป็นขบวนนักข่าว CNN  นางตรงไปอยู่บ้านน้องสาวรอดูสถานการณ์ ไม่มีอำนาจสั่งการใดๆ

 

 

จากสถานการณ์ที่เห็นๆ กันก็คือ  ศูนย์กลางอำนาจที่เคลื่อนไหวมวลชนต่อต้านที่แท้จริงคือสถาบันศาสนาของฟิลิปปินส์   นำโดยคาร์ดินาลซินเป็นผู้สั่งการ อาวุธสำคัญของท่านมีแค่ช่องสัญญาณสื่อสาร 3 ช่อง ช่องหนึ่งเป็นวิทยุคลื่นสั้น VHF เชื่อมไปที่นายพลรามอสที่แคมป์เครม ช่องที่สองไปที่สถานีวิทยุเรดิโอเวริตัส ซึ่งนักจัดรายการชื่อ จูน เคียตเลย์(June Keithley) เป็นผู้ออกอากาศ อีกช่องหนึ่งเป็นสายโทรศัพท์ตรงไปที่สถานทูตสหรัฐฯ ถึงหัวหน้าฝ่ายการเมือง

บาทหลวงและแม่ชีจำนวนหนึ่ง  ยอมเสี่ยงชีวิตเป็นโล่มโนธรรมให้มวลชน โดยจับมือกันเป็นแถวยาวนำหน้าขบวน ในมือถือลูกประคำ ส่งเสียงร้องเพลงสวดอ้อนวอนพระเจ้าลั่นถนน เคลื่อนฝูงชนเข้าปกป้องประชาชนและทหารฝ่ายปฏิวัติ ซึ่งอยู่ในสภาพไร้ทางสู้อย่างเห็นได้ชัด  ประชาชนชายหญิงบางคนชูลูกประคำมือไม้สั่นด้วยความกลัว น้ำตาไหลพราก เดินตามขบวนของแม่ชี รวมกันเป็นคลื่นมนุษย์  โถมเข้าขวางขบวนรถถังของทหารมาร์กอสที่เคลื่อนกำลังเข้าหาค่ายอกินานโดอย่างไม่คิดชีวิต   

นายพลทาเดียร์(Tadiar)ผู้คุมขบวนเกิดลังเล เขาหยุดขบวนรถ วิทยุถามนายพลรามาส (Gen. Ramas) ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบการบุกค่ายอกินานโด รามาสสั่งว่า “ลุยผ่านไปเลย ไม่ต้องห่วงว่าจะมีคนบาดเจ็บเท่าได ลุยฝ่าฝูงชนไปเลย” แต่ด้วยมโนธรรมสำนึก ทาเดียร์ไม่กล้าสั่งคนของเขาลุยตามที่นายสั่ง ฝูงชนและแม่ชีรุมล้อมเขาไว้และยืนยันว่าจะยอมตายโดยไม่หลีกทางให้รถถัง ไอดา ซิรอน (Aida Ciron) และ แวนจี ดูเรียน (Vangie Durian) ภรรยาเพื่อนและหญิงเพื่อนบ้านตรงเข้ากอดทาเดียร์ไว้ ร่ำร้องว่า “เทมมี(ชื่อเล่นทาเดียร์) คุณก็มีภรรยาและลูก ได้โปรดเถอะ อย่าทำตามที่เขาสั่งเลย” “เทมมี คุณรู้จักฉันดีนี่ เราเป็นเพื่อนบ้านกัน”

 

 

ทาเดียร์ถามถึงสามีแวนจีว่า “เจสส์ ก็อยู่ในนั้นหรือ” นางตอบว่า “ ใช่ และนี่ก็โจโจลูกของฉัน” นางนำลูกชายที่มาด้วยกันมาทักทายทาเดียร์ โจโจเคยไปเล่นกับลูกชายทาเดียร์ในบ้านของเขา

โดนไม้นี้ ทาเดียร์ไม่รู้จะทำยังไง พยายามขอร้องว่า เขาจะไม่ทำร้ายประชาชนแน่นอน แต่เขาต้องเข้าไปจับเอ็นไรเลกับรามอสตามคำสั่ง หลีกทางให้หน่อยเถอะ  พอรถถังขยับ ฝูงชนยิ่งฮือกันล้อมเขาหนาแน่นขึ้น แม่ชีสองคนยืนขวางหน้ารถถังไว้พร้อมที่จะตาย ฝูงชนช่วยกันร้องเพลงสวดด้วยน้ำตา บ้างก็ร่ำไห้เพราะกลัวตาย แต่ก็ตรงเข้าผลักรถถังไว้ด้วยแรงกายอย่างน่าสงสาร ด้วยมโนธรรมของพลขับ รถถังหยุดชงักอยู่แค่นั้น

รอบๆ กรุงมนิลา มีการต่อสู้ระหว่างทหารฝ่ายมาร์กอส และทหารฝ่ายเอ็นไรเลกลุ่มย่อยประปราย ประชาชนใช้โบสถ์และโรงเรียนคาทอลิคเป็นศูนย์บัญชาการต่อสู้ โดยได้รับความร่วมมือจากบาทหลวงและแม่ชีทั่วประเทศ  พวกเขานัดกันว่า ถ้าทหารมาร์กอสบุก พวกเขาจะสวดอ้อนวอนพระเจ้าและสั่นระฆังโบสถ์ให้ดังทั่วกรุงมนิลา พวกนายพลใหญ่ๆ หลายคน คุมกำลังรอดูท่าทีอยู่ในที่มั่น ไม่มีใครรู้ว่าจะมีใครหันไปเข้าข้างใครในวินาทีถัดไป  ช่วงนั้นมีประกาศว่า กองกำลังค่ายนั้นหันไปข้างประชาชนแล้ว ค่ายโน้นยังยืนยันอยู่ข้างมาร์กอส สับสนไปหมด

 

ในช่วงเหตุการณ์ต่อต้านครั้งนี้ ผู้เขียนมีเพื่อนเป็นสตรีที่เคร่งศาสนามากผู้หนึ่ง  ร่วมเดินขบวนอยู่ด้วย เธอเดินอยู่แนวหน้าเคียงข้างแม่ชีทั้งหลาย เธอเล่าให้ฟังตอนมาเมืองไทยหลังเหตุการณ์สงบว่า “ไม่มีใครคิดถึงชีวิต ทุกคนภาวนาให้พระเจ้าช่วย และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นจริงๆ”  สิ่งที่พวกเธอบอกว่าปาฏิหาริย์ที่เห็นด้วยตาก็คือ เมื่อทหารของมาร์กอสยิงระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชน ลมแรงจะพัดควันแก๊สน้ำตา หวนกลับไปหาพวกทหารเสียเอง  ฝ่ายเดินขบวนได้รับอันตรายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฝูงชนแคล้วคลาดจากระสุนปืนอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชนได้อย่างมากมาย ประชาชนคิดว่าพระเจ้าอยู่ข้างพวกเขา

          ในการต่อสู้นี้  ฝ่ายศาสนจักรนำโดยคาร์ดินาล ซิน ได้ออกมาลั่นกระสุนศีลธรรมผ่านเรดิโอเวริตัสอย่างต่อเนื่อง โดยกล่าววาทะย้ำเตือนสติทหารและนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ไม่ให้ร่วมมือกับมาร์กอส ในการปราบปรามประชาชน รวมทั้งเรียกร้องให้คืนอำนาจแก่ประชาชนเพื่อยุติเหตุร้ายทั้งปวง

          สันตะปาปา จอห์น พอล ที่ 2  ส่งหนังสือถึงมาร์กอส ขอให้หาทางออกโดยสันติ อย่าให้เสียเลือดเนื้อ

ในการเผชิญหน้า ระหว่างทหารที่มีรถถังและปืน กับประชาชนมือเปล่า ที่เอาแถวนักบวชและแม่ชีนำหน้า  มีการนำรูปวาดหรือรูปปั้นเวอร์จิ้นแมรี่ มาวางไว้หน้ากลุ่มชน เพื่อเตือนทหารให้นึกถึงศีลธรรม   จะได้ไม่ยิงกราดใส่ฝูงชนแบบไร้สติ  ดูแล้ว ไม่ต่างจากที่มีการนำพระพุทธรูปมาวางไว้กลางลาน และการใช้พระสงฆ์จีน นำหน้าขบวนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเท่าใดนัก (น่าเสียใจที่พระพุทธรูปของไทยได้ผลน้อยกว่า)

          รามอสและเอ็นไรเลพยายามออกอากาศทางเรดิโอเวริตัสเพื่อเรียกฝูงชนเพิ่ม เพราะรู้ว่าทหารมาร์กอสไม่กล้าทำร้ายประชาชน ไม่นานสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 กระบอกเสียงของมาร์กอสก็ถูกประชาชนและทหารกลุ่มหนึ่งบุกเข้ายึด ตามด้วยช่อง 2, 9 และ 13  เสียงของมาร์กอสถูกปิดลง ในขณะที่สถานีวิทยุ เรดิโอเวริตัส ถูกกองกำลังฝ่ายหนุนมาร์กอส 40 คนบุกทำลายเครื่องส่งขนาด 60kW และเสาอากาศใช้ไม่ได้  แต่ฝ่ายต่อต้านได้ช่วยกันซ่อมแซมขึ้นใหม่ และออกอากาศชี้นำมวลชนต่อไปโดยใช้เครื่องจ่ายไฟสำรองและเครื่องส่งแค่ 10kW

          นี่แสดงให้เห็นอานุภาพของระบบสื่อสารมวลชน ที่มีผลต่อการปฏิวัติของประชาชนอย่างแท้จริง

          นอกจากสื่อแล้ว ขวัญกำลังใจของประชาชนก็เป็นพลังในการต่อสู้อย่างสำคัญยิ่ง  ความเชื่อและศรัทธาทางศาสนา ได้แสดงบทบาทในการขับไล่มาร์กอสครั้งนี้ อย่างเห็นได้ชัด

 

 

เว็บไซต์เกี่ยวกับปาฎิหาริย์ของพระเจ้า ได้บันทึกเป็นหลักฐานเกี่ยวกับปฏิหาริย์ที่มีจริงไว้ว่า ในการต่อสู้ช่วงนี้ คาร์ดินาลซิน ได้เล่าถึงปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นช่วงขับไล่มาร์กอสครั้งหนึ่งว่า ในขณะที่ทหารถือปืนพร้อมยิงใส่ฝูงชน เพื่อจะได้บุกเข้าทำลายกองทหารฝ่ายกบฎนั้น ( http://www.apparitions.org/ manilla.htm)

“รถถังพยายายามฝ่าฝูงชน ประชาชนต่างสวดมนต์และชูลูกประคำเข้าใส่ ... ทันใดนั้น  สุภาพสตรีสวยงามผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้น ... นางสวยงามยิ่งนัก ดวงตาเป็นประกายสดใส  นางกล่าวกับทหารว่า  ทหารที่รัก  หยุดเถิด อย่าเดินหน้าต่อไปเลย อย่าทำร้ายลูกๆ ของฉัน  เมื่อทหารได้ยินเช่นนั้น  พวกเขาวางทุกสิ่ง  เดินลงจากรถถัง และเข้าร่วมอยู่ข้างประชาชน...”

 

 

คาร์ดินานซิน เล่าให้นักข่าวฟังอีกว่า “.. เราไม่ทราบว่าทหารพวกนั้นคือใคร รู้แต่ว่าพวกเขาร้องไห้เมื่อมาหาเรา พวกเขาไม่ได้บอกว่านั่นคือเวอร์จิน (หมายถึงพระนาง เวอร์จินแมรี่ พระมารดาของพระเยซูาที่เชื่อว่าไปจุติเป็นเทพธิดา)  บอกเพียงว่านางเป็นแม่ชีที่สวยมากคนหนึ่ง แต่คุณรู้ไหม...  เราเคยพบกับแม่ชีทุกคนที่อยู่ในกรุงมนิลา ไม่เคยเห็นมีคนไหนสวยเลย ดังนั้นนางน่าจะเป็นเวอร์จิน...”

ในวันสุดท้ายของการต่อสู้ มาร์กอสโกรธคำแนะนำของตัวแทนประธานาธิบดีรีแกนที่ส่งมาแนะให้เขาลงจากตำแหน่ง เขาสั่งทหารทุกฝ่ายบุกเข้าหาแคมป์เครม ฝ่าฝูงชนด้วยระเบิดแกสน้ำตา ซึ่งฝ่ายเอ็นไรเล รามอสและประชาชนรวมตัวกันอยู่ภายใน  เครื่องบินรบสองลำถูกสั่งให้บินไปทิ้งระเบิดใส่ค่ายนี้  เครื่องบินบินไปถึง วนดูโดยรอบ แต่แล้วก็หันเครื่องกลับฐานโดยไม่ทำอะไร            ต่อมานักบินเล่าว่า  เมื่อมองลงไป แลดูเหมือนไม้กางเขนยักษ์  จากคูบาวถึงออร์ติกัส ยาวคร่อมถึงซานโตลาน (ชื่อย่านชุมชนในมนิลา) เป็นไม้กางเขนที่อัดแน่นไปด้วยฝูงคน นั่นคือสิ่งที่หยุดพวกเขาไม่ให้ทิ้งระเบิดตามคำสั่ง (Suddenly they saw a big big cross, from Cubao to Ortigas, and the length of Santolan across, filled with people. It's what stopped them, they say.) นี่ดูเหมือนปาฏิหาริย์อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเหตุการณ์ลุกลามร้ายแรงจนสุดแก้ไข วิธีหยุดฝูงชนได้คงมีวิธีเดียวคือฆ่าหมู่ให้สิ้นซาก แต่จากเรื่องเล่าต่างๆ ที่กล่าวมา คนฟิลิปปินส์ถูกศาสนาคริสต์กล่อมเกลาจิตใจให้มีมโนธรรมสำนึกสูงทีเดียว จึงกลายเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ต่างๆ นานา พวกเขาไม่ใจร้ายพอที่ฆ่าคนชาติเดียวกันได้ง่ายๆ

  คนใกล้ชิดมาร์กอสเริ่มตีตัวออกห่าง  คำสั่งให้ตัดน้ำตัดไฟค่ายอกินานโดเงียบหาย รามอสและเอ็นไรเลไปรวมตัวกันอยู่ที่ค่ายเครมเพราะเล็กกว่าป้องกันได้ง่าย  ทหารมาร์กอสส่วนหน้าต่างก็รีๆรอๆ ไม่กล้าเอาจริง นางอกิโนให้สัมภาษณ์เรียกร้องประชาชนให้ช่วยปกป้องทหารฝ่ายกบฎว่า “จงเอาอย่างทหารที่กลับใจและสนับสนุนเจตนารมณ์ของประชาชน เพื่อเห็นแก่ประชาชนฟิลิปปินส์  ฉันขอร้องให้มาร์กอสจงลาออก เพื่อให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลอย่างสันติ”  นางกล่าวผ่านสื่อมวลชน

เอ็นไรเลและรามอสเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออกเช่นกัน เขากล่าวทางสถานีวิทยุเรดิโอเวริตัสว่า “"Enough is enough, Mr. President. Your time is up. Do not miscalculate our strength now.(พอเป็นพอ ท่านประธานาธิบดี เวลาของท่านหมดแล้ว อย่าประเมินกำลังของเราผิดในขณะนี้)"

มาร์กอสโต้ทางสื่อทีวีว่า “ผมจะไม่ลาออกตามข้อเสนอของคนที่เอาแต่วิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของผมเป็นอันขาด(หมายถึงนางอกิโน)” และว่า “ถ้าคุณตกใจกลัวกับกำลังของประชาชนแค่ 2 พันคน คุณก็เป็นผู้นำรัฐบาลที่ไร้ประโยชน์” มาร์กอสดูถูกว่าจำนวนคนที่ต่อต้านเขาเป็นเพียงคนส่วนน้อยของประเทศ

มีครั้งหนึ่ง เขาปรากฏตัวทางทีวีที่ยังไม่ถูกยึด กล่าวประณามพวกก่อการกบฏ พร้อมประกาศว่าจะไม่ลาออกเด็ดขาด และขู่ว่า “ผมมีกำลังทหารในมือมากพอที่จะขยี้พวกกบฏพวกนี้ได้ในพริบตา” แต่โดยแท้จริงแล้ว โฮนาซาน กล่าวภายหลังว่า แผนของพวกเขา ทำให้มาร์กอสไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ทหารที่อยู่ฝ่ายตนนั้นมีเหลือเท่าใดแน่ จึงไม่กล้าสั่งการรุนแรงทันที

หลังจากสถานีโทรทัศน์ถูกประชาชนเข้ายึดหมด  มาร์กอสก็รู้ว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้อีกแล้ว  เขาโทรหาเอ็นไรเลและเสนอว่าจะให้ตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่ แต่เอ็นไรเลไม่เล่นด้วย  มาร์กอสหันไปปรึกษาวุฒิสมาชิกอมริกัน พอล  ลักซอลท์(Paul Laxalt) ซึ่งเป็นคนสนิทของประธานาธิบดีรีแกน พอลแนะนำให้มาร์กอสตัดขาดจากปัญหาอย่างสิ้นเชิง โดยการลี้ภัยการเมืองไปอเมริกา เขากล่าวว่า "Mr. President, I think you should cut, and cut clearly." พอลรับประสานงานการหนีออกนอกประเทศและหาที่อยู่ให้

เอ็นไรเลช่วยเจรจากับเอกอัครราชทูตอเมริกัน สตีเฟน บอสวอร์ต (Stephen Bosworth) เพื่อวางแผนอพยพมาร์กอสและครอบครัวออกนอกประเทศ นางอกิโนอนุมัติแผนนี้  ประชาชนฝ่ายต่อต้านบุกถึงประตูปราสาทมาลากันยัง มีการขว้างปาก้อนหินใส่กันระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน

therevolution.article4.image3.jpg (18791 bytes)

 

เวลา 21.50 น. ของ 25 กุมภาพันธ์ 1986 มาร์กอสและครอบครัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ทหารอเมริกันตรงไปสนามบินคลาร์ค(Clark Air Baseของอเมริกัน) ซึ่งไม่ไกลนัก ตามด้วยนายพลเวอร์คู่ใจ และผู้ช่วยอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นบินสู่กวม และตรงไปเกาะฮาวาย เขาต้องลี้ภัยอยู่ที่นั่นด้วยความขมขื่น ความเจ็บป่วยลุกลามมากขึ้นและเสียชีวิตในอีก 3 ปีต่อมา จบฉากผู้นำชาตินิยมผู้เก่งกาจปราชเปรื่อง ที่ผันมาเป็นจอมเผด็จการครองอำนาจสูงสุดเป็นระยะเวลานานถึง 20 ปี (1966-1986)

หลังการต่อสู้สงบ ประชาชนและทหารต่างก็หันหน้าเข้าหากันอย่างดีใจ ต่างพากันตระโกนชื่อเล่นนางอกิโนว่า “คอรี คอรี” และ “มันเป็นวันแห่งการปลดแอก” (“Cory! Cory! Cory!" and "It’s liberation day!")”  

ประชาชนนำอาหาร และดอกไม้ไปมอบให้ทหาร แสดงความขอบคุณที่ไม่ได้บุกเข้าทำร้ายพวกทหารกลุ่มเล็กๆ ของเขาตามคำสั่งของมาร์กอส และไม่ได้ทำร้ายประชาชน นายพลรามอส ส่งข่าวไปให้นางอกิโนรีบฟอร์มทีมตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว

 

นี่คือการลุกฮือขับไล่ทรราชครั้งรุนแรงที่สุดของประชาชนฟิลิปปินส์ คล้ายๆ กับ 14 ตุลาของไทย ซึ่งพวกเขาภูมิใจนักหนา และเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “พลังประชาชน 1986 (1986 People Power)”  หรือเอ็ดซาวัน(EDSA I) ที่น่าคิดก็คือ เหตุการณ์ 14 ตุลา ของไทยเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของพวกเขาหรือไม่ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ ในหมู่นักศึกษาปัญญาชนที่ต่อต้านมาร์กอส มีการพูดถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา กันเสมอๆ ก่อนเหตุการณ์นี้ตั้งนานหลายปี

        หลังมาร์กอสหนีไป ประชาชนบุกทำเนียบประธานาธิบดี ที่เรียกกันว่าปราสาทมาลากันยัง  ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่ปี 1802   สืบทอดผ่านประธานาธิบดีหลายสมัย ฝูงคนเข้าทำลายทรัพย์สิ่งของเท่าที่ยังหลงเหลืออยู่อย่างคั่งแค้นชิงชัง พวกเขาได้พบคลังสะสมรองเท้าราคาแพงกว่า 2000 คู่ เป็นที่เล่าขานกันไปทั่วโลก

มาลากันยังอันหรูหราและทรงเกียรติ์ที่มาร์กอสได้ใช้เป็นที่พำนักมา 20 ปี  เป็นสมบัติล้ำค่าทางวัฒนธรรมของชาติ  ซึ่งประชาชนไม่สามารถเยี่ยมกรายเข้าไปได้มานมนาน  ตกอยู่ใต้ฝ่าเท้าของประชาชนคนสามัญเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี

 

นางคอราซอล อกิโน ภริยาม่ายของนายอกิโนที่ถูกสังหารอย่างไร้ปราณีที่สนามบิน ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากมาร์กอสท่ามกลางความยินดีปรีดาของชาวฟิลิปปินส์ นางได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ ให้เป็น “บุคคลแห่งปี 1986” นางและครอบครัวใช้สีเหลืองในการแต่งกายร่วมงานพิธีต่างๆ เพื่อรำลึกถึงสามีตลอดชีวิตทางการเมืองของนาง จนถึงวันที่ก้าวลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างสง่างาม

 

นางอกิโนบูรณะมาลากันยังขึ้นใหม่ แต่ไม่ยอมเข้าไปอยู่เหมือนประธานาธิบดีคนอื่นๆ นางเปิดมาลากันยังเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนเข้าชมได้อย่างเสรี  เปิดคลังรองเท้านางอิเมลด้าให้คนชมเพื่อประจานถึงความฟุ่มเฟือยของอิเมลด้า

น่าเสียดายที่ปราสาทนี้ถูกเรียกกลับไปเป็นทำเนียบประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่งในสมัยนาย โจเซฟ  เอสตราด้า ต่อมาในสมัยนาง มาคาปากัล อาร์โรโย ก็ได้สั่งปรับปรุงให้คืนสู่สภาพเดิมเหมือนยุคสมัยที่ประธานาธิบดีมาคาปากัล บิดาของนางเคยอยู่ โดยนางได้นั่งทำงานที่โต๊ะตัวเก่าของประธานาธิบดีผู้เป็นพ่อ

 

 

 

6.3.4. การปฏิวัติที่ยังไม่จบ

          หลังการเอาชนะมาร์กอสด้วยพลังประชาชนครั้งนั้น    ถนนย่าน เอ็ดซา(EDSA)  กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและขับไล่ผู้นำที่มีจุดบกพร่องทางศีลธรรมของประชาชนชาวฟิลิปปินส์ต่อมาจนถึงทุกวันนี้  เมื่อมีสิ่งใดแสดงให้เห็นว่าผู้นำไม่บริสุทธิยุติธรรม ประชาชนก็จะนัดกันไปรวมตัวที่เอ็ดซา และแสดงพลังต่อต้าน ซึ่งเทียบได้กับถนนราชดำเนินและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยของไทย   การเดินขบวนผ่านถนนสายนี้  เกิดขึ้นมาอีกหลายครั้งหลายหน และประธานาธิบดีฟิลิปปินส์บางคนก็เอาตัวไม่รอด บางคนก็ร่อแร่

          เหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นต่อจากการไล่มาร์กอสก็คือ เหตุการณ์ประท้วงเอ็ดซ่า 2 ในเดือนมกราคม 2544 (People Power revolution (EDSA II)) เพื่อขับไล่ประธานาธิบดีเอสตราดา ถึงขั้นหลุดจากตำแหน่ง แถมถูกจับกักบริเวณเพราะการคอรัปชั่น รับสินบน  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ เพราะคาร์ดินาล ซิน เป็นผู้ประกาศทางสถานีวิทยุ เรดิโอเวริตัส เรียกร้องให้คนไปรวมตัวกันที่เอ็ดซ่าอีกเช่นกัน  จนทำให้นางอาร์โรโย ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 14 แทนนายเอสตราด้า ดังได้กล่าวแล้ว

          ในยุคสมัยของนางอาร์โรโย  ปัญหาการประท้วงที่เอ็ดซาก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ  มีการกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้ง และรับสินบนจากเครือข่ายการพนันนอกกฎหมายของสามี   นางอาร์โรโยต้องเนรเทศสามีออกนอกประเทศโดยไม่มีวันกลับเพื่อลดกระแสต่อต้าน

 

 

          ในเหตุการณ์ EDSA III ประชาชนที่สนับสนุสเอสตราด้ากว่า 40,000 คน บุกไปปราสาทมาลากันยังทั้งๆ ที่อาร์โรโยยังอยู่ในนั้น จนทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเล่นซ่อนหา พานางหลบจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่ง เพื่อความปลอดภัย และถึงขั้นขอให้นางใส่เสื้อเกราะกันกระสุน

 

 

           ชาวฟิลิปปินส์ทั่วไปมีความอ่อนโยนน่ารัก เอื้ออารี ไม่ค่อยกล้าแบบบ้าบิ่นมากเท่าคนไทย  การฆ่ากันในเหตุการณ์ประท้วงถือว่าไม่มากและโหดร้ายเท่าไทย  พวกเขามีนิสัยโรแมนติก มีสุนทรีย์ทางดนตรีอยู่ในสายเลือด  ลองดูรูปการชุมนุมกลุ่มกบฎคอมมิวนิสต์ที่ออกเผยแพร่ทางเว็บไซต์เมื่อไม่นานมานี้ ก็แล้วกัน

 

 

          ภาพเหล่านี้เป็นการจัดงานชุมนุมลำลึกถึงสหายที่ตายในการรบกับทหารรัฐบาลของกลุ่มกบฏคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์ ภาพขวาคือนักปฏิวัติสาวฟิลิปปินส์ ร้องเพลงในงานวันเกิดตนเอง ที่บังเอิญตรงกับวันงานชุมนุม โดยมีหลานสาวตัวเล็กเล่นอยู่ใกล้ๆ  ทำให้นึกถึงคำสดุดีสตรีไทยในอดีตที่ว่า “เปลก็ไกว ดาบก็แกว่ง”  ขณะที่ยุคนี้สาวไทยส่วนใหญ่สนใจแต่แฟชั่นและดารานักร้อง ไม่เคยนึกถึงวัฒนธรรมของชาติที่ถูกกลืนหายไปทีละนิด เราคงต้องนำคำพูดนี้ไปยกย่องสาวปินส์อย่างในภาพนี้เสียแล้ว (ภาพจาก http://www.philippinerevolution.org/specials/photo_sa/040329a.eng.shtml)

 

6.3.5.  ข้อคิดจากฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน

          หลังจากมาร์กอสสิ้นอำนาจ  ในยุคสมัยของประธานาธิบดีคนต่อๆ มา เช่น นางอกิโน  นายพล ฟิเดล รามอส, นายโจเซฟ เอสตราดา และ ดร. กลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ( Fedel Ramos, Joseph Estrada,  Gloria Macapagal Arroyo) ฟิลิปปินส์ไม่เคยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมได้เหมือนเดิมอีกเลย  จากประเทศที่เคยเจริญแบบตะวันตกอันดับหนึ่งของเอเชีย นำหน้าไทยหลายสิบปี ปัจจุบันมีคนกล่าวว่า ล้าหลังไทย 20 ปี ปัญหาคอรัปชั่น การต่อสู้กับพวกปฏิวัติคอมมูนิสต์ ปัญหาผู้ก่อการร้ายมุสลิมทางใต้  การประท้วงของนักศึกษาประชาชน ยังคงรุนแรงไม่จบสิ้นอยู่จนถึงทุกวันนี้

          กรณีของฟิลิปปินส์  สนับสนุนความเชื่อที่ว่า คนเราเป็นอัจฉริยะได้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น และไม่มีใครดีเลิศไปเสียทุกอย่าง ดังเช่นนายมาร์กอส   

          เมื่อประเทศเจอปัญหาอย่างหนักเช่นขณะนี้  เชื่อว่า คนฟิลิปปินส์บางคนอาจอยากให้คนอย่างมาร์กอสกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกก็ได้ 

          ในช่วงต่อสู้ระหว่างมาร์กอสกับฝ่ายเอ็นไรเลและคอรี อกิโน เราคงเห็นแล้วว่า ต่างก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกันไม่น้อย  หาทางออกให้ฝ่ายตรงข้ามอย่างผู้มีอารยะ จุดเด่นของรัฐบาลอกิโนก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น รัฐธรรมนูญใหม่ตัดอำนาจในการประกาศกฎอัยการศึกของประธานาธิบดีโดยสิ้นเชิง

          แต่พออกิโนได้เป็นประธานาธิบดีไม่นาน ประชาชนก็เริ่มไม่พอใจในความอ่อนแอของรัฐบาล ถูกวิจารณ์ว่าเป็นรัฐบาลที่แตกแยกเป็นฝักฝ่าย กลุ่มทหารที่เสียผลประโยชน์พยายามก่อรัฐประหารหลายครั้ง การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา และการที่อกิโนพยายามหนุนให้ฐานทัพอเมริกายังอยู่ต่อไป ถูกวิจารณ์ว่าเป็นรัฐบาลคณาธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของอเมริกา(http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_the_Philippines)

บทเรียนจากการต่อสู้ของฟิลิปปินส์ ทำให้มองเห็นว่า ปัญหาที่สำคัญของเรื่องการเมืองการปกครองก็คือ  การหาผู้นำประเทศที่เก่งกาจอย่างมาร์กอสในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและปราบปรามคนชั่ว ในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติทางด้านเคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชนเหมือนนางอกิโน นอกจากนี้ ต้องมีศีลธรรมความยุติธรรมอยู่เต็มหัวใจ ไม่ใช้อำนาจที่ประชาชนมอบให้ ในการปราบปรามผู้มีความคิดแตกต่าง และถือโอกาสกอบโกยทรัพย์สินเงินทองให้แก่ตัวเองและพวกพ้องมากจนเกินไป

          มาร์กอสเสียชีวิตในสภาพผู้ลี้ภัยการเมืองที่ฮอนโนลูลู หมู่เกาะฮาวายในปี 1989  ต่อมา อิเมลด้า ได้รับอนุญาตให้กลับประเทศและลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีถึง 2 ครั้ง โดยสัญญาว่า ถ้าได้รับเลือก จะมอบเงินให้ประชาชนผู้ยากไร้ 800 ล้านอเมริกันดอลลาร์(36,000 ล้านบาท) แต่นางแพ้หมดรูป อย่างไรก็ดี นางยังได้รับการยอมรับจากประชาชนในจังหวัดที่นางอยู่ จนได้รับเลือกเป็น ส.ส.  ในปี 1995   เฟอร์ดินาล จูเนียร์ ลูกชายก็ได้รับเลือกเป็นผุ้ว่าการจังหวัด และลูกสาวคนสวยไอมี่ ก็ได้เป็น ส.ส. เช่นกัน

          ในปี 2001 อิเมลด้าเปิดพิพิธภัณฑ์รองเท้าอันลือชื่อที่นางเคยสรวมใส่  หนึ่งในนั้น คือรองเท้าที่นางสรวมในวันที่หนีออกจากปราสาทมาลากันยังพร้อมมาร์กอส

          ในปีเดียวกับที่เปิดพิพิธภัณฑ์ หลังหมดวาระ ส.ส. นางถูกจับขึ้นศาลอีกครั้ง ในข้อหาคอรัปชั่นสมัยมาร์กอส และการได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยไม่เป็นธรรม แต่ข้อหาส่วนใหญ่ถูกยกฟ้อง เรื่องราวของนางถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2003 และในปี 2006 ก็มีการจัดดนตรี เรื่องราวของอิเมลด้าที่ออสเตรเลีย

          ในปี 2006 เช่นกัน อิเมลด้าฟ้องศาล ขอให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ยกเลิก การขายทอดตลาดเครื่องเพชรพลอยของนางที่ถูกยึดไว้ โดยอ้างว่าเป็นของมรดกส่วนตัวจากมารดา และบางส่วนได้รับเป็นของขวัญจากผู้นำประเทศต่างๆ สมัยที่นางครองอำนาจกับมาร์กอส  ทำให้การขายหยุดชะงักไป

 

 

 

 

          ที่น่าสนใจคือ นายพลเวอร์ ทหารคู่ใจมาร์กอส ภายหลังมาลี้ภัยในประเทศไทยโดยแทบไม่มีคนรู้ และเสียชีวิตที่กรุงเทพฯในปี 1998 เมื่ออายุได้ 78 ปี

 

ทางด้านอิทธิพลของศาสนา  จะเห็นว่า การผลัดเปลี่ยนอำนาจที่ไม่ปกติแทบทุกครั้ง  ศาสนจักรนิกายโรมันคาทอลิกมีบทบาทสูงอย่างเห็นได้ชัด แม้คาร์ดินาลซินจะเสียชีวิตไปเมื่อ 21 มิถุนายน 2005 แต่สถาบันศาสนาของฟิลิปปินส์  ยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างมากต่อไป  เมื่อมีข่าวว่าประธานาธิบดี  นักการเมืองหรือทหารใหญ่ พัวพันกับคอรัปชั่น ใช้อำนาจผิดๆ ฝ่ายศาสนาก็จะออกมาตักเตือน หรือชี้นำมวลชนเสมอๆ  ประธานาธิบดีจะทำอะไรใหญ่โตก็มักขอความเห็นชอบจากพระสังฆราชทุกครั้ง

          จุดเด่นจุดด้อยของการต่อสู้ของประชาชน และการปกครองแบบฟิลิปปินส์ น่าจะเป็นบทเรียนให้ประชาชนชาวไทยได้ ไม่มากก็น้อย