6.2.1. ศาสนากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของอินเดีย

            อินเดียเป็นดินแดนต้นกำเนิดของศาสนาใหญ่หลายศาสนา และอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติไม่แพ้ใครได้อย่างน่าพิศวง  แม้จะมีเหตุการณ์รุนแรงอยู่บ้างเป็นพักๆ  แต่ก็นับว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับพลเมืองที่มีอยู่และเหตุการณ์ในประเทศเล็กประเทศน้อยอื่นๆ

            การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของอินเดียที่มีความเชื่อและศรัทธาทางศาสนาเป็นพลังในการต่อสู้เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก และเป็นต้นแบบของการต่อสู้ทางการเมืองที่ถูกนำไปใช้ในหลายประเทศ  มหาบุรุษที่ได้รับการเคารพนับถือไปทั่วโลกที่เป็นผู้เริ่มต้นนำหลักการทางศาสนามาใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองนี้ก็คือ มหาตมะ คานธี  ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ในที่นี้ นำมาจากเว็บไซต์http://www.mahatma.com/  และ http://www.mkgandhi.org/   ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่อุทิศให้ท่านมหาตมะ คานธี โดยเฉพาะ

คงเป็นที่รู้กันดีว่า ศรัทธาในศาสนาของประชาชนในอินเดีย ทำให้การกอบกู้เอกราช ขับไล่อังกฤษภายใต้การนำของมหาตมะ คานธี ได้รับความสำเร็จ ท่านคานธีได้ใช้ความเชื่อทางศาสนาเป็นเครื่องสร้างสำนึก และผลักดันการเคลื่อนไหวทางการเมืองของมวลชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เราจะมาศึกษาประวัติและการต่อสู้ของท่านคานธีในที่นี้พอสังเขป

โมฮันดาส คารามจันด์ คานธี (Mohandas Karamchand Gadhi) เกิดเมื่อ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1869 ในเมื่องพอร์บันดา ร์(Porbundar)  ประเทศอินเดีย บิดาเป็นฮินดูชนชั้นพ่อค้า(Vaishya caste) พออายุได้ 13 ปีก็ถูกจับแต่งงานกับเด็กสาวชื่อ กัสตูร์บา(Kasturba เอกสารบางชิ้นสะกดเป็น  Kastubai ซึ่งน่าจะอ่านว่ากัสตูไบ)อายุเท่าๆ กัน

คานธีวัยเด็กก็ซุกซนเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป ค่อนข้างอ่อนแอ ท่านอยากตัวใหญ่แข็งแรงเหมือนฝรั่งอังกฤษ เมื่อมีเพื่อนบอกว่าต้องกินเนื้อสิ ท่านก็แอบไปกินเนื้อที่บ้านเพื่อน เนื่องจากครอบครัวเป็นมังสะวิรัติมาตลอด ท่านกินแล้วก็อาเจียนทุกครั้งเลยเลิก ตอนหลังก็สูบบุหรี่ตามเพื่อน เมื่อไม่มีเงินซื้อก็ขโมยเงินของพ่อแม่ จนครั้งหนึ่งถึงกับขโมยเศษทองจากกำไลมือของแม่ไปขาย

 เมื่อบิดาป่วย คานธีหนุ่มไม่สบายใจที่ได้ทำสิ่งไม่ดีเอาไว้ เขาเขียนคำสารภาพความชั่วที่ทำมาใส่เศษกระดาษและยื่นให้บิดาอ่าน บิดาของท่านอ่านแล้วไม่พูดอะไรเลยแม้คำเดียว ท่านน้ำตาไหลอาบแก้ม ขยี้กระดาษทิ้งและถอนหายใจยาว การกระทำเช่นนั้นยิ่งทำให้คานธีสำนึกผิดมากจนต้องร้องไห้ และต่อจากนั้นท่านก็เปลี่ยนเป็นคนละคน มุ่งมั่นแต่ทำดีและเสียสละ ตั้งใจรักษาความสัตย์ซื่อด้วยชีวิต

เมื่อบิดาเสียชีวิต พี่ชายคานธีตัดสินใจส่งท่านไปเรียนกฎหมายที่ University College กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ท่านเดินทางถึงอังกฤษในเดือนตุลาคม 1888 และอยู่ศึกษาที่นั่นจนได้เนติบัณฑิตในปี 1891

ท่านคานธีกลับมาอินเดียในปีที่เรียนจบ พยายามเปิดสำนักงานทนายความของตนเอง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เนื่องจากท่านเป็นคนขี้อายและบุคลิกภาพไม่สง่าผ่าเผยในสังคม

ต่อมาในปี 1893 คานธีได้รับจ้างบริษัทของนักธุรกิจมุสลิมจากแคว้นกุจาราต (Gujarat) แห่งหนึ่ง ให้ไปว่าความในประเทศแอฟริกาใต้ด้วยค่าจ้างปีละ 105 ปอนด์  เมื่อเดินทางไปถึงที่นั่น ท่านได้รับการกีดกันในเรื่องชนชาติอย่างรุนแรงจากพวกฝรั่ง  ทั้งๆที่มีปริญญากฎหมายจากอังกฤษ มีตั๋วรถไฟชั้นหนึ่ง ใส่สูทโก้หรูแบบอังกฤษ แต่ท่านก็ถูกจับโยนออกจากห้องโดยสารชั้นหนึ่งของรถไฟขณะเดินทางไปเมืองพริโตเรีย(Pretoria)  มันเป็นกฎของคนที่นั่นที่ไม่ให้คนผิวดำไปนั่งในบริเวณที่เป็นของคนผิวขาว

ในวันต่อมาหลังจากถูกจับโยนจากรถไฟ ท่านต้องเดินทางโดยรถโดยสารแต่ก็ต้องไปนั่งข้างหลังคนขับ และถูกคนขับชกเอาหลายครั้งเพื่อไล่ให้ไปนั่งบนกระสอบสกปรกที่วางอยู่ที่บันได

แทนที่จะหนีความยุ่งยากดูถูกดูแคลนกลับอินเดีย แต่ท่านคานธีกลับดื้อหัวชนฝาอยู่ในแอฟริกานานถึง 20 ปี กลายเป็นนักต่อสู้เพื่อชนชั้น ที่ไม่มีความเป็นคนขี้อายอีกต่อไป  ในปี 1894 ท่านชักชวนคนอินเดียจัดตั้งสภานาทาล(Natal Congress) ขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิของคนงานอินเดียในแอฟริกาใต้  งานว่าความของท่านได้ชัยชนะหลายครั้ง จึงเป็นที่ยอมรับมาก  แต่ก็ได้รับการเกลียดชังและต่อต้านจากพวกนายจ้างมากมาย ในปี 1896 ท่านกลับอินเดียเพื่อขอการสนับสนุนจากผู้นำอินเดียหลายคน มีการกล่าวปราศรัยถึงความไม่ยุติธรรมต่างๆ ที่คนอินเดียได้รับในแอฟริกา โดยท่านตั้งใจจะต่อสู้ให้คนอินเดียทั่วแอฟริกาหลุดพ้นจากการถูกเหยียดหยามเยี่ยงสัตว์ให้ได้  คานธีกลับไปแอฟริกาใต้พร้อมคนงานอินเดียอิสระอีก 800 คน

การกลับสู่แอฟริกาใต้ของท่านและผู้ติดตามครั้งนั้น  ท่านนำภรรยาไปด้วย มีหนังสือพิมพ์ตีพิมพ์คำปราศรัยในอินเดียของท่านอย่างบิดเบือนว่าท่านกล่าวโจมตีพวกคนขาว เกิดม็อบคนขาวในแอฟริกาใต้ต่อต้านท่านอย่างรุนแรงตั้งแต่เดินขึ้นท่าเรือ  โดยถูกปาด้วยอิฐ หิน ไข่เน่า ฉีกผ้าโพกหัว ถูกเตะและชกต่อยจนแทบหมดสติ ดีที่ภรรยานายตำรวจผู้หนึ่งใช้ร่มกางกันพวกม๊อบช่วยคานธีเอาไว้ได้

คานธีได้ต่อสู้การประท้วงท่านแบบสันติ ด้วยการบังคับตนให้อดทนอดกลั้น ไม่ตอบโต้ เมื่อทางการบอกว่าจะจับคนทำร้ายท่านมาลงโทษ ท่านกลับไม่ยอมลงนามในเอกสารฟ้องกลุ่มคนที่ทำร้ายท่าน  ทำให้ชนะใจพวกคนขาวผู้ดีได้ไม่น้อย

จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถูกทุบตีทำร้ายนับครั้งไม่ถ้วน บางครั้งถึงหมดสติ ท่านได้พัฒนาความคิดในการต่อสู้แบบใช้ความอดทนอดกลั้นไม่ตอบโต้แต่ก็ไม่ยินยอมถ้าถูกบังคับ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “การดื้อแพ่ง” ขึ้นทีละน้อย

มีข้อเขียนของคานธียอมรับว่าหลักการต่อสู้ของท่าน ได้รับแนวคิดมาจากหลายแหล่งด้วยกัน เช่น นักเขียนรัสเซียชื่อลีโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) ผู้เขียนถึงการต่อต้านแบบไม่ใช้ความรุนแรงและการไม่ให้ความร่วมมือ ( passive resistance และ non-cooperatin) เป็นคนแรกๆ  นักเขียนอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อเฮนรี เดวิด โทรู (Henry David Thoreau) ที่เขียนเกี่ยวกับอริยะขัดขืน (civil disobedience) และยังมีคำสอนและการเสียสละของพระเยซูด้วย แต่ท่านบอกว่า แค่นั้นมันไม่พอสำหรับท่าน ท่านจึงได้ผนวกอิทธิพลคำสอนจากศาสนาฮินดูเข้าไปด้วย โดยเรียกชื่อใหม่ว่าวิธีสัตยาเคราะห์ (Satyagraha)  และเป็นต้นกำเนิดของปรัชญาการต่อสู้แบบอหิงสาที่เอาอย่างกันไปทั่วโลก

เมื่อเกิดสงครามบัวร์ (Boer War, 1899) ขึ้นในแอฟริกาใต้  แม้จะอยู่ใต้กฎหมายกีดกันคนอินเดียอย่างรุนแรง  แต่ท่านคานธีก็ได้รวบรวมคนอินเดียประมาณ 1,100 คน ตั้งเป็นหน่วยพยาบาลกาชาดช่วยคนอังกฤษ ทำให้ท่านกลายเป็นผู้นำคนอินเดียที่ได้รับการยอมรับขึ้นมา ถึงขั้นได้รับเหรียญสดุดี

ท่านคานธีศึกษาคัมภีร์ทางศาสนาอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่อยู่อังกฤษ ทั้งฮินดู อิสลาม คริสเตียน แต่ท่านประทับใจคัมภีร์กีตาของฮินดูที่สุด ซึ่งแสดงว่าอิทธิพลทางศาสนาจากบิดามารดาฝังลึกในจิตใจของท่านอย่างยากที่การศึกษาจะสั่นคลอนได้

ในปี 1903 คานธีเกิดศรัทธาในคัมภีร์กีตา(Gita)ของศาสนาฮินดูขึ้นอย่างรุนแรง ท่านปรับเปลี่ยนการกินอยู่ของตนเองอย่างสิ้นเชิง บังคับตนอย่างเข้มงวด เจ็บป่วยก็เป็นหมอรักษาตนเอง การบำเพ็ญตนอย่างเข้มงวดของท่าน ทดลองทำแบบลองผิดลองถูกจนถึงปี 1906 ก็สามารถสร้างพลังศรัทธาความเชื่อมั่นในตัวเองได้อย่างเข้มแข็งขั้นสูงสุด

เมื่อได้ขุมพลังแล้ว ท่านคานธีก็ใช้วิธีที่ท่านคิดขึ้น เรียกร้องความยุติธรรม ต่อสู้กับกฎหมายกดขี่คนผิวดำและคนอินเดียในแอฟริกาใต้ที่เรียกว่า กฎหมายคนดำ (Black Act) อย่างต่อเนื่อง  ท่านถูกจับขังคุกอีกหลายครั้ง  แต่การต่อสู้ตามวิธีแปลกๆ ของท่านได้ผลแทบทุกครั้ง 

ในการค้นคว้าทฤษฎีการต่อสู้ที่คนไทยทั่วไปรู้จักกันในชื่อหลักอหิงสานั้น ท่านคานธีได้เริ่มต้นในปี 1904 ที่นิคมฟีนิกซ์ (Phoenix Settlement)ในย่านนาทาล(Natal) เมืองเดอร์บาน(Durban) ซึ่งใช้ค้นคว้าทดลองและฝึกสาวกของท่านเกี่ยวกับหลักการของสัตยาเคราะห์(non-violence Satayagraha) รวมทั้งเทคนิคการต่อสู้แบบหลีกเลี่ยงความรุนแรง  เช่น  การจงใจละเมิดกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมแบบสันติวิธี  การใช้มวลชนต่อต้านกฎหมายแบบไม่ใช้กำลัง การเดินขบวน การหยุดงาน หรือหยุดทำกิจกรรมที่มีผลต่อเศรษฐกิจเป็นระยะๆ 

ในระยะนั้น คานธียังรับว่าความอยู่บ้าง และเคยเดินทางไปว่าความถึงในศาลที่กรุงลอนดอน ในขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือคนอินเดียที่ได้รับการกดขี่ข่มเหงไปด้วย ต่อมาศูนย์กลางการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของอาฟริกาใต้ได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ท่านจึงย้ายฐานปฏิบัติการไปด้วย โดยได้รับการช่วยเหลือจาก อดีตสถาปนิกที่กลายเป็นสาวกเอกของท่านชื่อเฮอร์มาน แกลเล็นบาคช์ (Herman Kallenbach) ซื้อที่ดินให้ตั้ง “ฟาร์มตอลสตอย(Tolstoy Farm)” ขึ้นห่างจากเมืองเมืองโจฮานเนสเบิร์กประมาณ 35 ไมล์  คานธีเปิดฟาร์มนี้อย่างเป็นทางการในวันที่ 30 พฤษภาคม 1910 และใช้งานค้นคว้าทดลองฝึกฝนหลักการสัตยาเคราะห์อยู่ 4 ปี  (1910-1913)

การฝึกตนเองในฟาร์มตอลสตอยนั้น ไม่น่าเชื่อว่า คล้ายๆ กับวิธีการที่สมณะโพธิรักษ์ทำอยู่ในนิคมสันติอโศกขณะนี้ คือฝึกการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ตัดขาดจากกิเลส  มีข้อเขียนบางชิ้นกล่าวว่า เป้าหมายหลักของการฝึกที่ฟาร์มตอลสตอยคือการฝึกให้เชื่อว่า “เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของทุกคนคือการได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตน ซึ่งจะทำได้โดยการค้นหาความจริงหรือสัจจะ(satya)ที่ปรากฏขึ้นในวาระต่างๆ และค้นหาความสัตย์ขั้นสูงสุด (Absolute Truth (Satya))ในขั้นต่อไป ความสัตย์หรือสัตยาขั้นสูงสุด ซึ่งท่านคานธีกล่าวว่าเหมือนกับพระเจ้านี้ ผู้ฝึกต้องค้นให้พบว่าสัจจะมีความหมายต่อตัวตนของเขาอย่างไร จากนั้นมุ่งมั่นฝึกฝนตนเองด้วยใจอันเด็ดเดี่ยวจนกว่าจะได้พบกับสัจจะของชีวิตที่แท้จริง “ ผู้เขียนไม่รู้เหมือนกันว่าความหมายของ satya  นี้ เทียบเท่าภาษาไทยได้กับคำว่า สัตย์ หรือ สัจจะ กันแน่ แต่เข้าใจเอาว่าคงใช้ได้ทั้งสองคำเพราะความหมายแทบไม่ต่างกัน

ท่านคานธีอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับ “สัตย์(Satya)” อีกแนวหนึ่งว่ามันคือ “พลังของจิตวิญญาณ(soul-force)” ซึ่งเป็นพลังแห่งความดีที่มีอยู่ในตัวตนของทุกคน เราสามารถดึงศักยภาพนี้มาใช้ได้ ดังนั้นการฝึกฝนจิตวิญญาณของแต่ละคนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มีข้อสังเกตว่า แนวคิดนี้คล้ายคลึงกับข้อเขียนของลีโอ ตอลสตอย ที่ชื่อ “อาณาจักรของพระเจ้าอยู่ในตัวคุณ (The Kingdom of God is Within You) ซึ่งคานธีเคยอ่านในปี 1894

(จาก http://www.anc.org.za/ancdocs/history/people/gandhi/bhana.html,THE TOLSTOY FARM: GANDHI'S EXPERIMENT IN "COOPERATIVE COMMONWEALTH",Surendra Bhana, Published in South African Historical Journal,,No. 7, November 1975)

ความเชื่อในสัตยเคราะห์นี้พัฒนาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนระยะหลังๆ คานธีเลิกเป็นทนายความทั้งๆที่ได้รับความสำเร็จอย่างสูงมีรายได้ถึงปีละ 5,000 ปอนด์จากเริ่มแรก 105 ปอนด์ ท่านเลิกใส่เครื่องแต่งกายฝรั่ง เดินเท้าเปล่า และกินอาหารวันละมื้อเดียว (ผู้เขียนนึกถึงมหาจำลองขึ้นมาทันที) คานธีพร้อมที่จะเผชิญหน้ารัฐบาลแอฟริกาใต้ได้อย่างไม่กลัวเกรง  มีคนกล่าวว่า นอกจากพระเจ้าของฮินดูแล้ว คนที่เคยขี้อายและเงอะงะคนนี้  ไม่กลัวอะไรอีกแล้ว

ส่วนการฝึกหลักสัตยาเคราะห์อีททางหนึ่งนั้น เป็นการสอนการทำกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณ  เพื่อให้เชื่อมั่น มีความสุขในการเสียสละตนเองเพื่อผู้ยากไร้ อดทนต่อความทุกข์ยากและความเจ็บปวด ซึ่งนำมาใช้ได้ในการปะทะกับหน่วยปราบปราม และการบาดเจ็บโดยไม่หวาดหวั่น ไม่ห่วงใยแม้ชีวิต  หลักการนี้ อิงหลักคำสอนในศาสนาฮินดูแทบทั้งสิ้น

ผู้เขียนรู้สึกว่า การอุทิศตนขนาดนั้น มันคล้ายกับเป็นการบำเพ็ญตนด้วยการทรมานตัวเองแบบหนึ่ง  ซึ่งเป็นวิธีของพวกโยคีที่เราเคยเห็นเพื่อให้บรรลุหลักธรรมอะไรบางอย่าง  ดังนั้น สิ่งที่นักปฏิบัติอหิงสาที่แท้จริงต้องการ ดูเหมือนไม่ใช่แค่ชัยชนะในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรม แต่เป็นการอุทิศตนเพื่อให้บรรลุจุดสูงสุดตามความเชื่อทางศาสนาอย่างหนึ่ง  การยอมทนทุกข์ทรมาณของพระเยซูเพื่อไถ่บาปให้แก่มนุษย์ก็คล้ายกับแนวทางของฮินดูในเรื่องนี้ จึงเป็นที่ประทับใจของท่านคานธีอย่างมาก

ในช่วงหนึ่งศาลแอฟริกาใต้ประกาศว่า การสมรสตามพิธีฮินดู มุสลิม และพาร์สี ไม่ถูกกฎหมาย รัฐบาลก็สนับสนุนคำสั่งศาล  เรื่องนี้ทำให้สตรีอินเดียโกรธแค้นกันมาก ถือว่าเป็นการดูถูกกันอย่างแรง  กัสตูร์บาภริยาท่านคานธีจึงขอรับการฝึกเป็นนักสู้อหิงสาหญิงคนแรกของโลก นางนำผู้หญิงอีกหลายคนประท้วงคำสั่งศาลและถูกจับเข้าคุกพร้อมๆ กับคานธี  

กว่าคานธีจะนำพรรคพวกต่อสู้จนกฎหมายคนดำถูกยกเลิก รัฐบาลยอมรับการแต่งงานของคนฮินดู กัสตูร์บาก็ได้รับความทุกข์ทรมาณในคุกจนป่วยหนัก ต้องหามออกมาแทบเอาชีวิตไม่รอด  หมอฝรั่งที่รักษาแนะนำว่าให้กินซุบเนื้อสัตว์ไม่งั้นคงตายแน่ คานธีและกัสตูร์บาไม่ยอมเพราะเป็นฮินดู หมอโกรธที่ไม่ยอมเชื่อคำแนะนำจึงไล่ทั้งสองออกจากคลีนิก คานธีพาภรรยาออกไปรักษาตามความเชื่อโบราณของเขาเช่น หยุดกินเกลือและเม็ดถั่ว ซึ่งกัสตูร์บาหายได้อย่างน่าอัศจรรย์

ในปี 1913 ก่อนย้ายครอบครัวกลับอินเดียอย่างถาวร  ท่านนำคนงานเหมืองแร่ชาวอินเดีย 2,000 คนต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจากนายจ้างแบบสัตยาเคราะห์เป็นครั้งสุดท้ายในแอฟริกาใต้ และได้รับชัยชนะ

กล่าวกันว่า ชัยชนะของมหาตมะคานธีไม่ใช่เพราะผู้นำรัฐบาลแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการของกษัตริย์ยอร์จที่ 5 คู่กัดของท่านชื่อ สมุตส์(Smuts) อ่อนแอเรื่องกำลังทหาร แต่เป็นเพราะเขารู้สึกเบื่อหน่ายเอือมระอา จนไม่มีกะจิตกะไจที่จะต่อสู้กับวิธีการแบบเฉื่อยชานั้นอีกต่อไป

อาจวิเคราะห์อีกแง่หนึ่งได้ว่า ชัยชนะเช่นนี้  เป็นไปได้เพราะขุนนางอังกฤษยังมีมโนธรรมสำนึกของความเป็นมนุษย์อยู่มาก จึงไม่รู้จะทำอย่างไรกับคนที่ดื้อแพ่ง ยอมทนเจ็บปวดทนถูกทุบด้วยกระบองอยู่ได้  แบบจะฆ่าให้ตายก็ไม่หนี จะทุบตีก็ไม่สน หากเป็นมนุษย์สมัยนี้ ซึ่งมโนธรรมหายไปแล้วดังที่เราได้เห็นการเข่นฆ่าอย่างไร้มนุษย์ธรรมในหลายแห่งของโลกขณะนี้  ท่านคานธีและสาวก  อาจถูกสาดกระสุนใส่แล้วหายไปแบบหาศพไม่เจอเหมือนทนายสมชายในยุคนายกทักษิณก็ได้

ยังไม่มีทฤษฎีหรือหลักการที่สมบูรณ์เกี่ยวกับหลักอหิงสาและวิธีสัตยาเคราะห์ที่ท่านคานธีได้เขียนไว้ ส่วนใหญ่จะพบในบทความหลายๆ เรื่อง  การแปลความหมายก็ค่อนข้างสับสน  แม้ในภาษาอังกฤษก็มักเข้าใจผิดๆ ระหว่างอหิงสากับสัตยาเคราะห์ แต่เท่าที่เห็นบ่อยๆ มักแปลว่า หลักการไม่ใช้ความรุนแรงนั้นคืออหิงสา ในขณะที่การใช้วิธีการขัดขืนแบบอาริยะนั้นคือสัตยาเคราะห์ (nonviolence (Ahimsa) and Civil Disobedience (Satyagraha))

เอกสารที่รวบรวมความคิดของท่านคานธีมีข้อความที่น่าสนใจเกี่ยวกับอหิงสาและสัตยาเคราะห์หลายแห่ง เช่น “การต่อต้านแบบไม่ใช้ความรุนแรง (passive resistance) เทียบเท่ากับคำในภาษาอังกฤษว่า พลังแห่งสัตย์(Truth-Force)” … “การต่อต้านแบบไม่ใช้ความรุนแรงคือสิ่งสูงส่งและเป็นการศึกษาที่ดีที่สุดที่เด็กควรได้รับ ก่อนการศึกษาทางโลกตามปกติ”  “มันเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวดสำหรับการศึกษาที่แท้จริงที่เด็กๆ ควรได้เรียนรู้ว่า ในการดิ้นรนเพื่อชีวิต มันง่ายที่จะการเอาชนะความเกลียดด้วยความรัก  เอาชนะความไร้สัจจะด้วยสัจจะ  และเอาชนะความรุนแรงด้วยการที่เรายอมรับความทุกข์ทรมานเสียเอง (in the struggle of life, it can easily conquer hate by love, untruth by truth, violence by self-suffering)” 

ท่านคานธีใช้หลักการนี้ในการฝึกสอนเด็กๆ ที่ฟาร์มตอลสตอย(Tolstoy farm) และฟีนิกซ์ในอแอฟริกาใต้ด้วย

สำหรับการต่อสู้กับรัฐบาลด้วยวิธีแข็งขืนแบบอารยะ(civil disobedience) หรือสัตยาเคราะห์นั้น คำอธิบายจากท่านคานธีที่ผู้เขียนพบว่ากระจ่างที่สุดมีว่า  “การแข็งขืนแบบอารยะที่สมบูรณ์คือการกบฏโดยไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ แม้แต่น้อย  ผู้ที่ออกมาต่อต้านแบบอารยะทำง่ายๆ เพียงแค่การเพิกเฉยไม่สนใจอำนาจรัฐ  ยอมเป็นคนนอกกฎหมายที่ไม่สนใจข้อกฎหมายใดๆ ที่ไม่ถูกต้องของรัฐ เช่น ไม่ยอมเสียภาษี   ไม่ยอมรับอำนาจรัฐในกิจวัตรประจำวันของตน  ปฏิเสธกฎหวงห้ามต่างๆ เช่น การเดินผ่านเขตหวงห้าม   เข้าไปในค่ายทหารเพื่อไปคุยกับทหาร เขาอาจละเมิดเขตหวงห้ามที่ปักรั้วกั้นไว้ หรือปักเสารั้วในพื้นที่หวงห้าม ในการทำสิ่งเหล่านี้ เขาไม่ใช้กำลัง และไม่ต่อต้านการใช้กำลังที่กระทำกับเขา  จริงๆ แล้ว เขายินดีต่อการถูกจับกุมคุมขัง  และการใช้กำลังใดๆ ต่อตัวเขา  เขาทำสิ่งเหล่านี้เมื่อพบว่ามีเหตุผลและเวลาอันเหมาะสมที่เขาจะเป็นสุขกับอิสรภาพทางกายของเขาที่ได้กลายเป็นภาระที่สุดจะทานทนของฝ่ายตรงข้าม  เขาสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองว่า รัฐจำกัดอิสรภาพส่วนบุคคลได้ในขอบเขตที่ประชาชนสามารถยอมรับกฎที่ออกมาได้เท่านั้น การยอมทำตามกฎหมายของรัฐ เป็นเสมือนค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องจ่ายเพื่ออิสรภาพส่วนบุคคลของเขาเอง  การยอมตามกฎของรัฐที่ไม่ยุติธรรมทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่ถูกต้องกับเสรีภาพ”  (เป็นการยากที่จะถอดความได้เต็มร้อย ใครเก่งภาษาอังกฤษอ่านเองดีกว่า ข้อความมีว่า Complete civil disobedience is rebellion without the element of violence in it. An out-and-out civil resister simply ignores the authority of the State. He becomes an outlaw claiming to disregard every unmoral State law. Thus, for instance, he may refuse to pay taxes, he may refuse to recognize the authority of the State in his daily intercourse. He may refuse to obey the law of trespass and claim to enter military barracks in order to speak to the soldiers, he may refuse to submit to limitations upon the manner of picketing and may picket within the proscribed area. In doing al this he never uses force and never resists force when it is used against him. In fact, he invites imprisonment and other uses of force against himself. This he does because and when he finds the bodily freedom he seemingly enjoys to be an intolerable burden. He argues to himself, that a State allows persona freedom only in so far as the citizen submits to its regulations. Submission to the state law is the price a citizen pays for his personal liberty. Submission, therefore, to a State law wholly or largely unjust is an immoral barter for liberty)

 

                ในเดือนกรกฎาคม 1914 มหาตมะคานธีกลับอินเดียอย่างถาวร พร้อมความเชื่อมั่นในวิธีการต่อสู้แบบสัตยาเคราะห์เต็มที่ การต่อสู้ในแอฟริกาทำให้ท่านกลายเป็นคนโด่งดังแต่ยากไร้ในทรัพย์สมบัติ จึงต้องไปอาศัยอยู่ในอารามสันติวัน(Shantivan Ashram) ของกวีเอกของโลก คือท่าน รบินทรนารถ  ฐากอร์ (Noble Laureate Rabindranath Tagore)  ต่อมาในปี 1915 ท่านจึงสามารถตั้งอารามของตนเองเพื่อฝึกสอนนักรบอหิงสา ใช้ชื่อว่าอารามสัตยาเคราะห์ (Satyagraha Ashram) ในปี 1917 อารามนี้ถูกย้ายมาอยู่ฝั่งแม่น้ำซาบาร์มาติ (Sabarmati River) จึงได้ชื่อว่าอารามซาบาร์มาติ อีกชื่อหนึ่ง ต่อมาท่านคานธีก็เรียกว่าอารามฮาริจัน (Harijan Ashram)อีกชื่อหนึ่ง อารามนี้ยังเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

 

 

 

            จากความเชื่อมั่นในชัยชนะที่เคยได้มาที่แอฟริกา ท่านคานธีได้วางแผนใช้วิธีสัตยาเคราะห์ในการต่อสู้เพื่อชาวไร่ชาวนาในอินเดียอย่างต่อเนื่อง ในปี 1918 ท่านคิดค้นวิธีอดอาหาร เพื่อใช้ในการรณรงค์ต่อสู้เพื่อคนงานในโรงงานทอผ้า นับเป็นครั้งแรก เป็นแนวคิดที่มาจากศาสนาฮินดูอีกเช่นกัน ท่านบอกว่า “มันเป็นความเชื่ออย่างแน่วแน่ของข้าพเจ้าว่า ความแข็งแกร่งของวิญญาณเพิ่มขึ้น เมื่อลดความแข็งแกร่งทางกล้ามเนื้อลง” และ “ศาสนาของข้าพเจ้าสอนว่า เมื่อไรที่มีความทุกข์ยากที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ท่านจะต้องอดอาหารและสวดภาวนา” ( จากเอกสารรวบรวมความคิดของคานธี   http://www.mkgandhi.org/sfgbook/ หัวข้อ The Life of The Satyagrahi,  B) FASTING

687.It is my firm, belief that the strength of the soul grows in proportion as you subdue the flesh, --YI, 23-10-24, 354.

688.My religion teaches me that whenever there is distress which one cannot remove, one must fast and pray. –YI, 25-9-24, 319.)

             แต่ในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน ขณะใช้วิธีสัตยาเคราะห์ เกิดการปะทะขั้นรุนแรงถึงชีวิตขึ้น ทำให้ท่านคานธีต้องสั่งยกเลิกการต่อสู้แบบอหิงสาเป็นครั้งแรก  และท่านก็ได้บทเรียนว่า การต่อสู้วิธีสัตยาเคราะห์นี้ จะต้องนำโดยคนที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีเท่านั้น ซึ่งเรียกว่าพวกนักสัตยาเคราะห์ หรือนักรบอหิงสา(Satyagrahis หรือ non-violent soldiers) และพยายามคิดค้นหาวิธีการที่ดีขึ้นต่อไป

ในปี 1920 มหาตมะคานธีได้รับเลือกให้เป็นประธานกลุ่มสันนิบาตปกครองตนเองทั่วอินเดีย (All India Home Rule League) ท่านเห็นว่าคงไม่ได้รับอิสรเสรีภาพทางการปกครองจากอังกฤษแน่ จึงได้เริ่มใช้วิธีเรียกร้องแบบสัตยาเคราะห์ ชนิดไม่ให้ความร่วมมือ(non co-operation)  เพื่อทวงสิทธิเสรีภาพจากผู้ปกครองอังกฤษ

มหาตมะคานธีทดลองใช้วิธีต่อสู้แบบ “การดื้อแพ่งของมวลชนในวงกว้าง(mass civil disobedience) ในปี ค.ศ. 1921  หรือถ้าจะแปลให้สวยๆ ตามศัพท์ปัจจุบันก็น่าจะแปลว่า อริยะขัดขืนระดับมวลชน” เพื่อต่อต้านอำนาจรัฐและปลุกความเกลียดชังพวกอังกฤษ  มีการเรียกร้องให้เลิกใช้เสื้อผ้าจากอังกฤษ ให้นุ่งห่มแต่ผ้าฝ้ายหยาบๆ ที่ทอเองในประเทศ  เป็นการช่วยเหลือชาวไร่ฝ้ายในเวลาเดียวกัน ท่านรณณรงค์ให้ทุกคนปั่นด้ายใช้เอง ภาพการนั่งปั่นด้ายของมหาตมะคานธี และสาวก กลายเป็นเอกลักษณ์แห่งความสมถะพึ่งพาตัวเองของท่านที่ลือลั่นไปทั่วโลก

 มีนักต่อสู้อหิงสาหลายพันคนถูกจับขังคุกจากการต่อสู้ครั้งนั้น   ในปี 1922 มีการปะทะรุนแรงเกิดขึ้นในบางครั้ง และท่านถูกจับขังคุกถึง 6 ปี ในข้อหาเขียนบทความปลุกระดมในวารสารชื่อ “Young India”  พวกอังกฤษคิดจะขังลืมไปเลย แต่ก็ถูกกดดันจากมวลชนให้ปล่อยตัวท่านในปี 1924

 

วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1930 การเดินประท้วงระยะไกลแบบอหิงสา ที่มีชื่อก้องโลกได้เกิดขึ้น เมื่อคานธี พร้อมอาสาสมัคร 79 คน (จำนวนเริ่มต้นที่น่าหัวเราะ ที่ไม่มีใครคิดว่าจะกลายเป็นหลายสิบล้านทั่วประเทศ) เดินขบวนจากเมืองซาบาร์มาติ ไปชายทะเลที่เมืองแดนดี(Dandi) เป็นระยะทาง  385 กิโลเมตร เพื่อต่อต้านกฎหมายเกลือ (Salt Law) ทางยุโรปเรียกการเดินครั้งนี้ว่า ซอล์ทมาร์ช (Salt March)

กฎหมายเกลือเป็นกฎหมายผูกขาดห้ามชาวอินเดียทุกคนผลิตเกลือ  อนุญาตเฉพาะองค์กรของรัฐบาลอานานิคมอังกฤษเท่านั้นที่ผลิตเกลือได้  หากใครฝ่าฝืนผลิตเกลือ จะถูกยึดเกลือและจำคุก 6 เดือน นอกจากนี้ยังคิดภาษีจากการขายเกลือสูงมาก ท่านคานธียื่นหนังสือทักท้วงรัฐบาลแต่ไม่ได้ผล ท่านจึงประกาศท้าทายรัฐบาลอังกฤษไดยเขียนจดหมายไปถึงผู้สำเร็จราชการอังกฤษว่า “ข้าพเจ้าจะจงใจละเมิดกฎหมายเกลืออย่างเปิดเผย ที่เมืองแดนดี จะเริ่มต้นในวันที่ 11 เดือนนี้  ท่านอาจจับข้าพเจ้า แต่จะมีคนนับหมื่นทำหน้าที่นี้แทนข้าพเจ้าต่อไป”

 การเดินประท้วงนี้ จริงๆ แล้วต้องการปลุกสำนึกคนอินเดียเรื่องเสรีภาพและเอกราชอธิปไตย โดยการแสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่ไม่ยุติธรรมนั้นใช้บังคับคนไม่ได้ ท่านได้รับจดหมายสนับสนุนและแสดงความเป็นห่วงจากองค์กรนานาชาติและผู้นำหลายประทศ  นอกจากต่อต้านกฎหมายเกลือแล้ว ท่านคานธีกำหนดให้รุ่งขึ้นจากวันเดินทางถึงเป้าหมาย เป็นวันที่ชาวอินเดียจะเริ่มต้นต่อสู้แบบอหิงสาเพื่อเรียกร้องเอกราชทั่วประเทศ   

มหาตมะคานธีได้เตรียมการต่อสู้อหิงสาอย่างมีระบบ เข่น การให้ความรู้แก่ผู้จะเข้าร่วมการต่อสู้ ท่านเตีพิมพ์รายละเอียดในหนังสือ ‘Young India’ ซึ่งท่านเป็นบรรณาธิการและผู้ก่อตั้งขึ้นเอง เกี่ยวกับ ข้อกำหนดต่างๆ ที่นักรบอหิงสาต้องถือปฏิบัติ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

1.      นักรบอหิงสา หรือผู้ทำการต่อต้านแบบอารยะ จะต้องระงับความโกรธให้ได้อย่างสิ้นเชิง

2.      นักรบอหิงสาต้องอดทนต่อความโกรธของฝ่ายตรงข้าม

3.      นักรบอหิงสาต้องยอมรับการจู่โจมทำร้ายของฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ตอบโต้

4.      ถ้ามีเจ้าหน้าที่เข้ามาจับ จะต้องยอมให้จับแต่โดยดี

5.      นักรบอหิงสาต้องไม่ดูถูกเหยียดหยามฝ่ายตรงข้าม

6.      นักรบอหิงสาต้องไม่เคารพธงหรือดูถูกธงของฝ่ายตรงข้าม

7.      ในช่วงที่มีการต่อสู้ หากมีใครทำร้ายหรือกระทำการดูหมิ่นเจ้าหน้าที่รัฐ นักรบอหิงสาต้องปกป้องเจ้าหน้าที่ผู้นั้น

          ท่านคานธียังกำหนดกฎสำหรับผู้ถูกจับและขังคุกด้วยว่า จะต้องเคารพเจ้าหน้าที่เรือนจำและทำตามกฎของห้องขังทุกอย่าง ต้องไม่ทำตัวเหนือนักโทษคนอื่นหรือร้องขอสิทธิพิเศษ จะต้องกินอาหารที่ห้องขังจัดหามาให้ถ้าเป็นอาหารที่สะอาดพอ และต้องปฏิเสธที่จะกินอาหารที่ส่งให้อย่างดูถูกเหยียดหยามหรือใส่ภาชนะที่สกปรก

          ในกรณีที่ถูกจำคุกหรือเสียชีวิต นักรบอหิงสาต้องไม่หวังที่จะมีใครจ่ายค่าชดเชยหรืออุปการะครอบครัวและผู้อยู่ในอุปการะของเขา นอกจากนี้ นักรบอหิงสาต้องไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในข้อพิพาทในชุมชนต่างๆ  ถ้ามีกรณีพิพาทเกิดขึ้นจะต้องไม่เข้าข้างฝ่ายใด  แต่ต้องช่วยเหลือฝ่ายที่ถูก (คงในกรณีที่จำเป็นต้องช่วยตามหลักมนุษยธรรม แต่ไม่ใช่ช่วยทำร้ายอีกฝ่าย)

ในระยะแรกๆ ของการวางแผนเดินขบวนต้านกฎหมายเกลือ มหาตมะคานธีห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้าร่วมในการต่อสู้แบบอหิงสา เนื่องจากท่านเกรงว่าจะถูกพวกอังกฤษนินทาว่าเอาผู้หญิงมาเป็นโล่ (http://www.aforcemorepowerful.org/ เอกสาร A force more powerful study guide หัวข้อ Women and Civil Disobedience) แต่เหตุการณ์ครั้งนี้  ทำให้โลกได้รู้จักวีรสตรีอินเดียอีกท่านหนึ่ง เป็นกวีเอกผู้ได้รับการศึกษาอย่างดีจากอังกฤษ ชื่อ ซาโรจินี  ไนดู(Sarojini Naidu)  นางได้แหกประเพณีที่ผู้หญิงไม่ยุ่งการเมือง เข้าร่วมเป็นผู้นำในพิธีเปิดการเดินขบวนประท้วงด้วย ในตอนหลังมีผู้หญิงเข้าร่วมในการต่อสู้และถูกจับขังคุกหลายพันคน เป็นการย้ำให้เห็นสิทธิเท่าเทียมกันในการต่อสู้ทางการเมืองของหญิงและชาย ตั้งแต่ยุคนั้น

 

การเดินขบวนต่อต้านกฎหมายเกลือใช้เวลา 24 วัน  ระหว่างทางก็มีการนั่งสมาธิปฏิบัติศาสนกิจตามแบบฉบับของฮินดูไปเรื่อยๆ มีการสวดมนต์สองครั้งต่อวัน กลางคืนทุกคนต้องปั่นด้ายเอาไว้ทอผ้าใช้เอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้แอนตี้สินค้าอังกฤษและให้ใช้ผ้าทอเองในประเทศ  ท่านคานธีประกาศว่า “พวกเราเดินทางครั้งนี้ในนามของพระเจ้า”  ตลอดทางมีผู้คนยืนคอยต้อนรับให้กำลังใจมากมาย จนตำรวจลูกจ้างอังกฤษไม่กล้าทำอะไรขบวนของท่าน

 เมื่อถึงเป้าหมาย  มีคนหลายพันคนรอต้อนรับ ท่านคานธีได้แสดงการละเมิดกฎหมายเกลือด้วยตนเองต่อหน้าฝูงชนและตำรวจ โดยการก้มลงเก็บเกลือที่เกิดขึ้นเองจากชายหาดขึ้นมากำหนึ่ง และให้สาวกเก็บใส่ถุงไปให้ประชาชนที่มามุงต้อนรับดูเป็นตัวอย่าง  ตำรวจที่คอยอยู่ก็ยึดเกลือที่นำขึ้นไปทันที แต่ชาวบ้านก็เล่นเอาเถิด โดยการเฮโลเข้าช่วยกันรวบรวมเกลือขึ้นมาใหม่ 

 

การต่อสู้เพื่อฝ่าฝืนกฎหมายเกลือขยายไปทั่วประเทศ  มีการแจกใบปลิวแนะนำวิธีทำเกลือให้ประชาชน เพื่อให้ช่วยกันละเมิดกฎหมายนี้ เป็นการท้าทายรัฐบาลตัวแทนอังกฤษอย่างจงใจ ประชาชนเริ่มกล้าให้ความร่วมมือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

วันที่ 4 พฤษภาคม 1930 มหาตมะคานธี เปิดแนวรุกขั้นต่อไป โดยประกาศว่า จะนำมวลชนบุกเข้าไปยึดโรงผลิตเกลือของรัฐบาลแห่งหนึ่ง และยึดเกลือเป็นของประชาชน (ช่างคล้ายกับครั้งหนึ่ง  ในเดือนตุลาคม 16 ผู้เขียนได้เห็นเสกสรร ประเสริฐกุล ยืนบนหลังคารถประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่า วันนี้ประชาชนเจ้าของประเทศจะขอบุกเข้าไปในพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งเป็นที่ทำการสภาผู้แทนราษฎร์ ดูซิว่า จะเกิดอะไรขึ้น แต่เอาจริงแล้วก็ไปถึงแค่ลานพระรูป ) แต่ยังไม่ทันเริ่มต้น ท่านคานธีและสาวกผู้นำต่อจากท่านหลายคนก็ถูกจับไปขังเสียก่อน

เมื่อมหาตมะคานธีถูกจับไป ภารกิจในการเป็นผู้นำบุกยึดโรงเกลือ จึงตกเป็นของ นักรบอหิงสา วีรสตรีกวีเอกผู้จบการศึกษาจาก King Collegeของอังกฤษ ซาโรจินี คนนี้  วิธีการแบบสันติวิธีครั้งนี้ไม่ค่อยจะสันติเท่าไร คือนางนำอาสาสมัครถือคีม เดินเข้าไปตัดรั้วลวดหนามโรงผลิตเกลือ ต่อหน้าต่อตาตำรวจและยามรักษาการเอาดื้อๆ

 

ซาโรจินี กล่าวปลุกใจนักรบอหิงสาตอนหนึ่งว่า "ศักดิ์ศรีของอินเดียอยู่ในมือพวกท่าน พวกท่านต้องไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าในกรณีใดๆ พวกท่านจะถูกทุบตี แต่ต้องไม่ต่อต้าน ต้องไม่ทำแม้กระทั่งยกมือขึ้นปกป้องการต่อยตี    จำไว้ว่า แม้ร่างกายท่านคานธีจะอยู่ในคุก แต่จิตวิญญาณของท่านอยู่กับพวกเรา."

ถ้อยคำปลุกใจของซาโรจินี เป็นถ้อยคำที่ไพเราะเพราะพริ้ง สอดสัมผัส ตามสัญชาติญาณกวีของนาง  มีบางตอนที่น่าประทับใจยิ่ง  เช่น  "I go to victory or death. I shall march ahead of the satyagrahis....... when they try to break through the military guards at the salt depot. I shall cut the barbed wire with pliers and seize the salt with my own hands.....”
"I am a woman but I shall actively participate in this campaign for liberty as though I were a man. I realize the tremendous responsibility entrusted to me by the Mahatma and the nation, but in making the most of this heaven-sent opportunity, neither jail nor death shall hold any terror for me. "  ( “ ฉันจะไปหาชัยชนะหรือความตาย  ฉันจะเดินนำหน้านักรบอหิงสา... เมื่อพวกเขาบุกทะลวงกองทหารที่ปกป้องโรงเกลือ ฉันจะตัดลวดหนามด้วยคีม และหยิบเกลือขึ้นมาด้วยมือของฉันเอง” 

 “ฉันคือหญิงคนหนึ่ง แต่จะร่วมต่อสู้เพื่อเสรีภาพเท่ากับเป็นชายคนหนึ่ง  ฉันตระหนักในความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ที่มหาตมะและประเทศชาติมอบให้   ในการให้ได้มาซึ่งโอกาสที่สวรรค์มอบให้นี้ ไม่ว่าคุกหรือความตาย หาได้ทำให้ฉันกลัวไม่”)

 และแน่นอนว่า กวีหญิงนักสู้ผู้นี้ ถูกเจ้าหน้าที่อังกฤษจับขังคุกในเวลาต่อมา และต่อมาอีกหลายครั้งเป็นเรื่องปกติ

 

15 พฤษภาคม 1930 ภายใต้การนำของกวีสาวซาโรจินี อาสาสมัครอหิงสาถือคีมเดินเข้าไปตัดรั้วลวดหนามโรงเกลือแห่งหนึ่ง  พวกเขาถูกตำรวจทุบตีต่อต้านอย่างทารุณ หัวแตกกระดูกหัก ในวันแรกมีคนตาย 2 คนบาดเจ็บ 320 คน และถูกจับจำนวนหลายร้อยคน  คนเจ็บที่ไม่ถูกจับถูกลากออกไปรักษาพยาบาล และมีผู้อาสาคนใหม่วิ่งเข้าไปแทนที่ มีกำลังคนอาสามาเสริมอยู่เรื่อยๆ กินเวลากว่า 20 วัน

ผู้คนหลั่งไหลมาดูการตะลุมบอนต่อสู้ครั้งนี้จากทั่วสารทิศ  มีผู้สังเกตการณ์ทั้งในและต่างประเทศมาดูด้วยความสนใจ ในที่สุด ตำรวจต้องจับซาโรจินี ไปขังไว้

 

แต่การต่อสู้ได้ลุกลามไปทั่วประเทศแล้ว ประชาชนบุกโรงเกลือ และลงมือผลิตเกลือใช้เองในทุกที่ที่ทำได้  การต่อสู้ยืดเยื้อเนิ่นนาน มีคนอินเดียทั้งหญิงชายถูกจับขังคุกถึงประมาณ 17,000 คน  พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอินเดียกลุ่มหนึ่งซึ่งมี จาวาฮาร์ลาล เนห์รู (ต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีอินเดีย) เป็นผู้นำ  เมื่อผนวกกับการเรียกร้องให้บอยคอตเสื้อผ้าจากอังกฤษ มี การหยุดเรียน หยุดงาน ทำให้การบริหารประเทศกลายเป็นอัมพาต  สร้างความยุ่งยากทางเศรษฐกิจและการเมืองให้แก่ผู้ปกครองอังกฤษอย่างไม่เคยได้พบมาก่อน ในที่สุดฝ่ายปกครองอังกฤษก็ไม่รู้จะปราบปรามประชาชนอย่างไรจึงจัดประชุมโต๊ะกลมขึ้นที่กรุงลอนดอนเพื่อพิจารณาอานาคตของอินเดีย  โดยต้องมีคานธีร่วมด้วย  พวกอังกฤษจึงต้องปล่อยคานธีออกจากคุก รวมทั้งนักโทษทั้งหมด คานธีได้ชัยชนะอีกครั้ง 

การต่อสู้แบบ Civil Disobidience ครั้งนี้สิ้นสุดลงในปี 1931 เมื่อมีการเซ็นสนธิสัญญา คานธี-ไอร์วิน (Gandhi –Irwin Pact) ระหว่างคานธีกับลอร์ดไอร์วินผู้สำเร็จราชการของกษัตริย์ ยอร์จ ที่ 5 แห่งอังกฤษ และคานธีได้รับเชิญให้ไปร่วมประชุมโต๊ะกลมที่ลอนดอนพร้อมบัณฑิต มาดาน โมฮัล มาลาวิยา และซาโรจินี  ไนดู (Pandit Madan Mohan Malaviya and Sarojini Naidu)

 

ในกรุงลอนดอน มหาตมะคานธีพักอยู่ในย่านคนจน  ท่านแต่งกายด้วยผ้าขาวแบบอินเดียตัดกับสูทสีทึบของคนอังกฤษอย่างสิ้นเชิง ใส่แค่รองเท้าแตะท่ามกลางความหนาวเย็น ท่านเข้ากันได้ดีกับคนแถวนั้น เด็กๆ ชอบท่านมาก เมื่อพระเจ้ายอร์จที่ 5 รับสั่งให้เข้าเฝ้า ท่านคานธีก็เข้าเฝ้าในชุดเดิม เมื่อมีคนถามว่าการแต่งกายเช่นนั้นจะเหมาะหรือ ท่านตอบว่า “ฉลองพระองค์ของพระเจ้าอยู่หัวเยอะมากพอแล้วสำหรับสองคน” 

ท่านคานธีพักอยู่ในลอนดอน 84 วัน และยังปั่นด้ายจนถึงเที่ยงคืนทุกคืน การเจรจาไม่ได้ผลอะไรเนื่องจากอังกฤษไม่คิดจะยอมเสียอานานิคมที่มีทรัพยากรมหาศาลอย่างอินเดีย พวกเขายกเอาความแตกต่างระหว่างคนอินเดียมุสลิมกับฮินดูขึ้นมาเป็นเงื่อนไขจนตกลงอะไรไม่ได้  ในขณะนั้นพวกมุสลิมก็มีผู้นำเรียกร้องเอกราชที่เข้มแข็งผู้หนึ่ง ชื่อ โมฮัมหมัด อาลี จันนาห์

เมื่อกลับอินเดีย มหาตมะคานธีพบว่าพวกอังกฤษละเมิดสัญญาต่างๆ ที่ลงนามไว้  ผู้นำทางการเมืองหลายคน เช่น บัณฑิตจาวาฮาร์ลาล เนห์รู ถูกจับขังคุก ท่านคานธีจึงเขียนถึงผู้สำเร็จราชการอังกฤษว่า จะเริ่มกระบวนการประท้วงแบบอหิงสาอีกครั้ง ท่านก็เลยถูกจับเข้าคุกทันที พร้อมกับพวกที่เคลื่อนไหวตามแนวคิดของท่านอีกหลายพันคน

 

ขณะคานธีอยู่ในคุก พวกอังกฤษพยายามแยกพวกฮาริจัน(Harijan) ซึ่งเป็นชนชั้นต่ำสุดออกจากฮินดู เป็นการกดพวกนี้ไม่ให้มีสิทธิเท่าเทียมกับชนชั้นอื่นตลอดไป ท่านคานธีพูดกับสาวกว่า “เราจะต่อต้านเรื่องนี้ด้วยชีวิต”  และประกาศอดอาหารตายในคุก เริ่มจากวันที่ 30 กันยายน 1932 ท่านอดได้ 3 วันอาการก็เข้าขั้นจะไม่รอด ในที่สุดรัฐบาลก็ยอมลงนามในสัญญากับผู้นำฮาริจันว่าจะยกเลิกแนวคิดเดิม เพื่อลดการเคลื่อนไหวของสาวกท่านคานธีนอกคุก

ท่านคานธีสั่งสาวกให้ตั้งองค์กรให้บริการพวกฮาริจันขึ้น แต่ไม่มีใครสนใจ ท่านกังวล และในเที่ยงคืนของวันหนึ่ง ท่านรู้สึกเหมือนมีคนมากระซิบว่า “จงเริ่มการอดอาหาร 21 วัน” รุ่งขึ้นท่านก็ทำตามนั้น รัฐบาลปล่อยท่านออกจากคุกทันที

ท่านคานธีเริ่มต้นรณณรงค์เพื่อขับไล่อังกฤษเต็มที่ในวันที่ 8 สิงหาคม 1942 โดยนัดชุมนุมและร่วมกันตั้งกรรมการสภา(Congress Committee)ขึ้นในกรุงบอมเบย์ มีประธานชื่อ มัวลานา อบูล คาลาม อาซาด (Maulana Abul Kalam Azad)  ใช้แผนที่มีชื่อว่า ‘Quit India Resolution’ หรือมติ  “ออกจากอินเดีย” ท่านคานธีประกาศในการชุมนุมมหายักษ์ครั้งนี้ว่า “ข้าพเจ้าได้สัญญาต่อสภา และสภาก็ได้ให้สัญญาต่อตัวเองว่า เราจะต้องทำให้ได้หรือไม่ก็ยอมตาย”

มหาตมะคานธีพร้อมแกนนำถูกจับไม่ทันข้ามคืน ประชาชนไร้ผู้นำ แต่พวกเขารับมติ “ทำหรือตาย (Do or Die)” ของท่านคานธีและขยายการต่อสู้ด้วยหลักอหิงสาต่อไปทั่วประเทศ คนที่ไม่เคยเห็นด้วยบางคนก็เข้าร่วม มีการประท้วงเกิดขึ้นทุกแห่งหน  เกิดการปะทะรุนแรงแทบทุกแห่ง รัฐบาลสั่งให้ทหารและตำรวจใช้ปืนได้

 

ในช่วง 4 เดือนในการต่อสู้ที่ขยายวงไประดับประเทศ มีรายงานว่า ตำรวจเปิดฉากยิงฝูงชน 470 ครั้ง ทหารยิง 68 ครั้ง พวกประท้วงถุกจับ 6 หมื่นคน  คานธีพร้อมภริยาและเลขานุการคู่ใจชื่อ มหาเดว์  ไบ เดซาย(Mahadev Bhai Desai) ถูกขังไว้ที่ปราสาทอะกาข่าน เลขาท่านเสียชีวิตเพราะหัวใจวายภายในไม่กี่วัน ท่านคานธีเสียใจอย่างมาก

รัฐบาลอังกฤษประณามคานธีว่าเป็นผู้ทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงจนเป็นกลียุคไปทั่วประเทศครั้งนี้ ท่านคานธีเขียนจดหมายจากที่คุมขังถึงผู้สำเร็จราชการอังกฤษว่าอย่าบิดเบือนความจริง เพราะรัฐบาลต่างหากคือผู้ทำให้เกิด ท้ายที่สุดคานธีเริ่มพิธี “อดอาหาร 21 วัน”  อีกครั้งหนึ่งเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 1943

สุขภาพมหาตมะคานธีทรุดจนอยู่ในอาการสาหัสจากการอดครั้งนี้  คนอังกฤษระดับสูงจำนวนมากร้องอุทรต่อรัฐบาลอังกฤษขอให้ปล่อยคานธีและรักษาชีวิตท่านไว้ แต่ เซอร์ วินส์ตัน เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill) นายกรัฐมนตรีอังกฤษขณะนั้น ซึ่งเกลียดคานธีมากถึงขนาดเรียกท่านว่า`half-naked Fakir' (ไอ้นักบวชครึ่งเปลือย) กล่าวว่า “ไม่” คงคิวว่าตายได้ก็ดี แต่ท่านคานธีก็รอดชีวิตจากการอดอาหาร 21 วันมาได้ แม้จะทุกข์ทรมาณอย่างมาก

การต่อสู้ยืดเยื้อยาวนาน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1944 กัสตูร์บาภรรยาคู่ยากก็เสียชีวิตบนตักท่านด้วยโรคหัวใจขณะยังถูกคุมขังในปราสาทอะกาข่าน (Aga Khan's Palace) รวมศิริอายุได้ 74 ปี  

 

ในแง่ความคิดของคนธรรมดาสามัญ คงมองว่า ท่านคานธีแม้เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ไม่ดีนัก นำความทุกข์ยากมาให้แก่ภรรยาอย่างน่าสงสารจนถึงวันที่ต้องจากกันไป แต่แท้จริงแล้ว ท่านกัสตูร์บาเป็นหญิงนักรบอหิงสาผู้หนึ่ง  ท่านเคยก่อการประท้วงด้วยตนเองหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเพื่อแคว้นราชคตบ้านเกิด

            ชีวิตในช่วงต่อมาของมหาตมะคานธี ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ และยังผลักดันวิธีสัตยาเคราะห์ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม  ขจัดความยากจน  ทวงสิทธิของชนชั้นจัณฑาลที่ต่ำต้อยสุด  ท่านกลับไปใช้อารามสัตยาเคราะห์เดิมเพื่อบำเพ็ญบุญช่วยพวกฮาริจัน จนถึงกับเปลี่ยนชื่ออารามเป็น อารามฮาริจัน  ท่านยังพยายามต่อสู้เพื่อความสามัคคีระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิมในประเทศที่แตกแยกกันอยู่อย่างเต็มที่ พวกมุสลิมมีผู้นำที่เข้มแข็งคนหนึ่งและพยายามแยกตัวออกเป็นประเทศอิสระ

ผู้สำเร็จราชการอังกฤษตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 1946 โดยยกตัวเองเป็นประธานาธิบดี และให้บัณฑิต เนห์รู เป็นรองประธานาธิบดี

ในเดือนสิงหาคม 1946 พวกมุสลิมประกาศวันปฏิบัติการ “Direct Action Day” เรียกร้องขอแยกประเทศ พวกเขาเรียกว่าปฏิบัติการจิฮาด (Jihad) เกิดจลาจลในกัลกัตตา มีคนฮินดูถูกฆ่าตาย 5 พันคน บาดเจ็บกว่า 1 หมื่น 5 พันคน หลังจากนั้นสองสามเดือน พวกฮินดูก็เอาคืนที่รัฐวิหาร มีการจลาจลตามหมู่บ้านต่างๆ ทั่วไป พวกมุสลิมฆ่า วางเพลิง แย่งชิงสิ่งของ บังคับคนให้เปลี่ยนศาสนา บังคับให้แต่งงาน ลักพาตัว พวกฮินดูก็ฆ่ามุสลิมหลายพันคน เกิดสงครามกลางเมืองย่อยๆ ระหว่างมุสลิมกับฮินดู

ท่านคานธีพยายามเรียกร้องสันติระหว่างชนสองศาสนา ท่านเดินเท้าเปล่าไปพบผู้คนในหมู่บ้าน 56 แห่ง พยายามพูดจาให้เข้าใจกันว่าสองศาสนานี้ไม่ต่างกันอยู่ด้วยกันได้ จากเมืองโนอาคห์าลิ(Noakhali) ถึงวิหาร (Bihar) ท่านพบเห็นซากปรักหักพังและเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากการกระทำของพวกมุสลิมและฮินดูทั้งสองฝ่ายด้วยความเสียใจยิ่ง แม้มีมุสลิมบางคนจะยอมรับท่านและใช้วิธีอดอาหารเรียกร้องสันติ แต่ดูเหมือนช่วยได้ไม่มาก

เป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งที่ ความพยายาม ที่จะทำให้ฮินดูกับมุสลิมเป็นหนึ่งเดียวกันของมหาตมะคานธีล้มเหลวโดยสิ้นเชิง นั่นอาจเป็นเพราะว่าท่านมีภาพลักษณ์ของฮินดูมากไปก็ได้ ท่านพยายามจะผูกมิตรกับผู้นำมุสลิมผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งปากีสถาน คือ โมฮัมหมัด อาลี จันนาห์(Mohammad Ali Jannah) จนนัดเจรจากันจริงจังเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างมุสลิมกับฮินดูในปี 1944 แต่การเจรจาไม่สำเร็จ

 

 

มีการตีพิมพ์ข้อความบางส่วนของจดหมายระหว่างคานธีกับจันนาห์ ความว่า ท่านคานธีซึ่งไม่มีตำแหน่งทางการเมืองใดๆ บอกจันนาห์ ว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะแสดงตนว่าเป็นผู้แทนของใครในการเจรจานี้ได้ นอกจากตัวเอง” แต่จันนาห์ตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่อาจรับคำพูดของท่านได้  มันชัดเจนว่าท่านไม่ได้เป็นตัวแทนของใครอื่น นอกจากของคนฮินดู ตราบใดที่ท่านไม่ตระหนักในตำแหน่งที่แท้จริงของท่านและความเป็นจริงนี้  มันยากที่ข้าพเจ้าจะโตัแย้งกับท่าน” ( "I cannot accept that statement of yours. It is quite clear that you represent nobody else but Hindus, and as long as you do not realize your true position and the realities, it is very difficult for me to argue with you.", http://www.pakistan.gov.pk/Quaid/leader10.htm)

ความล้ม เหลว ในการเจรจานี้ นำไปสู่การแบ่งแยกอินเดียเป็น 2 ส่วนอย่างไม่มีทางเลือก อังกฤษประกาศแยกอินเดียเป็น 2 ประเทศ คืออินเดียกับปากีสถาน มาหตมะคานธีถามบัณฑิตเนห์รูว่า “ไม่มีทางออกเลยหรือ ไม่มีความหวังจะมีอินเดียที่เป็นหนึ่งเดียวเลยหรือ” เนห์รูตอบด้วยความหนักใจอย่างยิ่งว่า “ไม่มี บาปูจิ (Bapuji เป็นคำเรียกผู้เป็นที่เคารพรัก) ไม่เช่นนั้นจะไม่มีวันแห่งสันติในอินเดีย”

ท่านคานธีจำต้องยอมรับแม้จะยังอยากต่อสู้ต่อไป อังกฤษตั้งเนห์รูเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย และคืนเอกราชให้ในวันที่ 15 สิงหาคม 1947

หลังได้รับเอกราช อินเดียกับปากีสถานก็ยังขัดแย้งกันไม่เลิก ต้องทำสงครามใหญ่ถึง 3 ครั้ง (1947, 1965, 1971) ครั้งสุดท้าย ในยุคนางอินทิรา คานธี เป็นผู้นำประเทศ นางสั่งกองทัพอินเดียลุยเข้าปากีสถานได้ย่างง่ายดาย ยึดปากีสถานตะวันออกไว้ได้หมด ทำลายทหารปากีไปถึงประมาณ 1 แสนคน  สหประชาชาติต้องเข้ามาแทรกและทำให้ปากีสถานถูกแบ่งแยกส่วนตะวันออกไปเป็นประเทศบังคลาเทศตราบเท่าทุกวันนี้ ปากีสถานยอมรับเอกราชของบังคลาเทศในปี 1974

อย่างไรก็ตาม มหาตมะคานธี ได้แสดงให้โลกเห็นว่า วิธีสัตยาเคราะห์  (Satyagraha พลังแห่งสัตย์) ซึ่งเป็นแนวความคิดผสมผสานของท่านคานธีที่นำมาจากหลักอหิงสา (Ahimsa) ของศาสนาฮินดู เป็นวิธีการต่อสู้ทางการเมืองที่มีพลังมหาศาลวิธีหนึ่ง แต่ในการแก้ไขความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและสังคม ที่เกี่ยวกับชั้นวรรณะและการจัดการทางแรงงาน  วิธีนี้ไม่ได้ผลเท่าใดนัก

ที่น่าสังเกตก็คือ จริงๆ แล้ว ท่านคานธี หาได้มีความเชื่อในศาสนาอย่างงมงายไม่  ดังจะเห็นได้จากคำปราศรัยของท่านคานธีครั้งหนึ่ง ดังนี้

            “เพื่อนมนุษย์ที่อดยากหิวโหยจำนวนไม่รู้กี่ล้านคน ต่างกำลังร่ำร้องถึงบทกวีบทหนึ่ง นั่นคือ บทกวีที่สามารถให้รสชาดได้ดังรสอันชุ่มฉ่ำของอาหาร สำหรับมนุษย์ที่ตกงานและได้รับทุพภิกขภัย พระเจ้า ที่จะปรากฏให้เขาเห็นและยอมรับได้ ควรจะอยู่ในรูปของงานและสัญญาที่จะให้อาหารเป็นค่าจ้าง เท่านั้น

          ข้าพเจ้าจะกล้าพูดถึงพระเจ้าให้คนจำนวนล้านๆ คนฟังได้อย่างไร ในเมื่อเขาเหล่านั้นจะต้องมีชีวิตอยู่ทั้งๆ ที่ไม่มีอาหารกินแม้สักสองมื้อต่อวัน สำหรับเขาเหล่านั้น พระเจ้าจะปรากฏให้เขานับถือได้ก็แต่ในรูปของ ขนมปัง  เท่านั้น”

            (จาก [2] ข้อเขียนเรื่อง Asian religious values and development, Joseph J. Spae, 1974)

            สโลแกนที่ว่า “อหิงสา อโหสิ” ในช่วงพฤษภาทมิฬ และยุคขับไล่นายกทักษิณ ชินวัตร ที่เราได้เห็นกันในประเทศไทยนี้  แน่นอนว่าเป็นวิธีการต่อสู้ที่พยายามเดินตามแนวทางของมหาตมะคานธี แต่จะเป็นการนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมหรือไม่  ผู้ใช้มีความเข้าใจและเสียสละเพื่อมวลชนอย่างบริสุทธิ์เช่นท่านคานธีหรือไม่ ก็ต้องนำมาวิเคราะห์กันอย่างจริงจังต่อไป

ตลอดชีวิตของมหาตมะคานธี ท่านถูกจับ ถูกจำคุกเป็นเรื่องปรกติ รวมเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในคุกตลอดชีวิตของท่านได้ 2,338 วัน  (ติดคุกในแอฟริกาใต้รวม 249 วัน ในอินเดีย 2,089 วัน) ชีวิตในบั้นปลายของท่านยังคงพยายามเรียกร้องให้ฮินดูและมุสลิมในอินเดียญาติดีกันจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต ท่านตั้งองค์กรช่วยเหลือมุสลิมขึ้นเพื่อแสดงว่าท่านห่วงใยคนฮินดูและมุสลิมเท่าๆ กัน นอกจากนี้ท่านยังรณณรงค์ให้เลิกการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของอินเดียด้วย ซึ่งสร้างความไม่พอใจในหมู่คนฮินดูหัวเก่าจำนวนไม่น้อย

มหาตมะคานธี เคยถูกพยายามสังหาร 3 ครั้งในปี 1934 ช่วงรณณรงค์ให้ยกเลิกการกีดกันและแบ่งชั้นวรรณะ ครั้งหนึ่งมีคนโยนระเบิดใส่ท่านขณะสวดมนต์อยู่ แต่ไปติดกำแพงระเบิดเสียก่อน เมื่อสาวกมากระซิบว่า “อาจารย์ ระเบิด” ท่านทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้สวดมนต์ต่อไป  เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างฮินดูกับมุสลิมถึงขั้นปะทะกันเสียชีวิตมากมาย ท่านก็ใช้วิธีอดอาหารเรียกร้องให้สามัคคีกัน

ในวันที่ 30 มกราคม 1948 เมื่อท่านอายุได้ 79 ปี  ขณะรวมตัวกันเพื่อสวดมนต์ในกรุงเดลลีซึ่งเป็นช่วงที่ท่านกำลังรณณรงค์แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนอินเดียมุสลิมกับฮินดูอยู่นั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งก้มลงทำความเคารพท่าน และเงยหน้าขึ้นพร้อมเสียงปืน 3 นัด  กระสุนสังหารจากมือฮินดูหนุ่มคนนี้ได้ปลิดชีวิตอันยิ่งใหญ่ของท่านจากไปตลอดกาล ปฏิบัติการนี้ สันนิษฐานว่า เป็นแผนของคนฮินดูหัวรุนแรงที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกชั้นวรรณะ และไม่ต้องการญาติดีกับพวกมุสลิม

 

            ปัจจุบัน การเคลื่อนไหวทางการเมืองของอินเดีย มักหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะมีกลุ่มนักปฏิบัติทางศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยไม่มากก็น้อย แม้กระทั่งการสังหารนางอินทิรา คานธี และบุตรชายราจีบ คานธี ที่สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อมา ก็มีความเกี่ยวพันธ์กับความขัดแย้งกับกลุ่มนับถือศาสนาซิกข์ และพวกทมิฬในศรีลังกา

 

สัตยาเคราะห์กับการพัฒนาสังคม

            ในยุคหลังจากที่มหาตมะคานธีได้มรณะภาพไปแล้ว วิโนบา  เบ็ฟ  (Vinoba bhave, 1895-1982) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์ นักบุญ นักสู้เพื่อเสรีภาพ(Freedom fighter) ได้สืบทอดหลักการของมหาตมะคานธี ไปใช้ในการรณรงค์ทางการเมืองระดับชุมชน เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมขึ้น ท่านใช้วิธีการปฏิรูปที่ดินเป็นหลัก อันนี้เป็นที่มาแห่งชื่อ Hindu Socialism หรือ ฮินดู ซาร์โวดายา (Hindu Sarvodaya) หรือที่บางท่านแปลเป็นไทย ว่า สรรโวทัย

 

            Sarvodaya เป็นการเคลื่อนไหวทางการศาสนาปนการเมืองที่เริ่มต้นโดยวิโนบาในปี 1951 มีจุดหมายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยใช้วิธีอาสาสมัครบริการสังคม ใช้การขอบริจาคที่ดินจากคนรวย เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ที่ไม่มีที่ทำกิน พยายามพัฒนาชุมชนโดยการให้การศึกษาอบรมแก่สมาชิกของชุมชน การเคลื่อนไหวนี้พยายามหลีกเลี่ยงการทำการรุนแรง และใช้คำสอนของศาสนาเป็นพื้นฐานในการชี้นำผู้คน

            ท่านวิโนบา เป็นสาวกใกล้ชิดมหาตมะ คานธี ผู้หนึ่ง เคยอาสาเข้าร่วมต่อสู้ทางการเมืองกับท่านคานธีตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี  ท่านได้รับยกย่องจากคานธีว่าเป็นตัวแทนของนักสู้แบบอหิงสาที่ดีที่สุดของท่าน ในปี 1939 ศรี วิโนบา เบ็พ  (ชื่อเต็มSri Vinoba Bhave) เป็นผู้นำการประท้วงแบบสัตยาเคราะห์ต่อต้านการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ของอินเดียตามนโยบายของคานธี ท่านถูกจับพร้อมสาวกคานธีอีกหลายคน

 

             ที่เว็บไซต์ของท่านวิโนบา(http://www.mkgandhi.org/vinoba/vinoba.htm)  มีสมการที่น่าสนใจอยู่สองสมการคือ

 

            Spirituality + Science    = Sarvodaya (Welfare of all)

        Politics + Science        = Destruction

 

สมการทั้งสองนี้ พอจะถอดความเป็นไทยได้ว่า

          ความมีน้ำใจและเสียสละ+วิทยาศาสตร์     = การอยู่ดีกินดีได้ทุกคน

การเมือง+ วิทยาศาสตร์                           = การทำลาย

          (ซาร์โวดายาหรือสรรโวทัย หมายถึง ความอยู่ดีกินดีสำหรับทุกคน)

 

การเคลื่อนไหวของท่านวิโนบา แบ่งเป็น 3 ขั้นตอนคือ การบริจาคที่ดิน การบริจาคความมั่งคั่ง และการบริจาคชีวิต ( Bhoodan (Gift of Land), Sampattidan (Gift of Wealth), Jeevadan (Gift of Life))  หรืออาจเขียนตรงตัวได้ว่า ภูทาน สัมปัตติทาน ชีวะทาน เป็นการอุทิศของคนที่มั่งมีเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่ขาดแคลนทุกข์ยาก

คำพูดที่น่าประทับใจของท่านวิโนบามีหลายประโยคที่ได้รับการอ้างถึงทั่วโลก เช่น

“เราควรจะปกป้องประเทศด้วยพฤติกรรมที่มีศีลธรรมจรรยา ไม่ใช่ด้วยกำลังอาวุธ”

“มันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าพิศวงอย่างหนึ่ง ที่พระเจ้าทำให้จิตใจของคนยากจนร่ำรวย แต่ทำให้จิตใจของคนรวยยากจน”

 

“เป้าหมายเราควรอยู่ที่การสร้างพลังมวลชน ซึ่งตรงกันข้ามกับพลังในการใช้ความรุนแรง และแตกต่างจากการใช้กำลังกดขี่บังคับของรัฐ” ( "It is a curious phenomena that God has made the hearts of the poor, rich and those of the rich, poor."

"What we should aim at is the creation of people power, which is opposed to the power of violence and is different from the coercive power of state."

"A country should be defended not by arms, but by ethical behavior.". จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Vinoba_Bhave)

การแก้ปัญหาด้วยวิธีภูทานค้นพบโดยบังเอิญในปี 1951 อันเป็นยุคที่อินเดียต้องต่อสู้กับแนวความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ในการแก้ปัญหาสังคมสองแนวทางคือ แนวสัตยาเคราะห์ของมหาตมะคานธี และแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ของคาร์ล มาร์กซ์  ในปีนั้น วิโนบาเดินทางด้วยเท้าถึง 300 ไมล์เพื่อไปร่วมประชุมโครงการสรรโวทัยครั้งที่ 3 ทางตอนใต้ของอินเดีย ในช่วงเดินทางกลับ ท่านแวะเยี่ยมพื้นที่ที่พวกคอมมิวนิสต์ยึดครองแห่งหนึ่ง ท่านนัดพูดจากับชาวบ้านในหมู่บ้านซึ่งมีคนประมาณ 700 ครอบครัว จำนวน 2 ใน 3 เป็นพวกฮาริจัน(ชนชั้นต่ำสุด)ไม่มีที่ดินทำกิน ในที่ประชุมของหมู่บ้านในวันที่ 18 เมษายน 1951 พวกนี้บอกท่านว่า พวกเขาต้องการที่ดิน 80 เอเคอร์เพื่อให้รอดพ้นจากความทุกข์ยาก ท่านกล่าวว่า ถ้าเราไม่มีทางขอที่ดินจากรัฐบาล ไม่มีสิ่งใดที่คนในหมู่บ้านเดียวกันจะช่วยได้เลยหรือ  ด้วยความศรัทธาในตัววิโนบาปรากฏว่ามีเศรษฐีเจ้าของที่ดินชื่อ ราม จันทรา ริดดี ลุกขึ้นและบอกว่า “ข้าพเจ้าพร้อมที่จะยกที่ดิน 100 เอเคอร์ให้คนพวกนี้”  นี่เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อน

                จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ท่านวิโนบาจึงเชื่อว่า สามารถเรียกร้องให้คนใจบุญช่วยคนจนได้โดยสมัครใจ ไม่ต้องใช้วิธียึดทรัพย์มาเป็นของรัฐเหมือนวิธีการของคอมมิวนิสต์         ท่านวิโนบา กล่าวในภายหลังว่า สำหรับตัวท่านนั้นมีทางเลือกอยู่สองทางในการที่จะแก้ปัญหาปากท้องของคนยากจนและสร้างสังคมในอุดมคติใหม่ คือ

หนึ่ง  ใช้วิธีการคอมมูนิสต์ หรือ

 สอง  ใช้วิธีการต่อสู้แบบอหิงสาของคานธี และซาร์โวดายา (Sarvodaya) ร่วมกัน

แต่เนื่องจากท่านเห็นว่า วิธีการรุนแรงของคอมมูนิสต์ เป็นวิธีการที่ไม่มีอะไรใหม่ เป็นวิธีใช้กำลังฆ่าฟันกันแบบยุคคนป่าเถื่อนซึ่งโบราณมากแล้ว ท่านก็เลยเลือกทางเดินอันหลัง

 

เริ่มจากการปฏิรูปที่ดินจำนวน 5,000  เอเคอร์ ( 1 เอเคอร์ประมาณ 2.5 ไร่) ซึ่งได้มาจากการเรียกร้องให้คนรวยบริจาค แล้วมาจัดสรรให้คนที่ไม่มีที่ดินทำกิน จนกระทั่งสิ้นโครงการ มีที่ดินจำนวน 1,285,738 เอเคอร์ (3,214,345 ไร่)ได้รับการแบ่งปันให้คนยากจน  ในช่วงปี 1951-52 มีที่ดินบริจาคโดยเฉลี่ยถึง 300 เอเคอร์ต่อวัน คนยากจนจึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจำนวนมากมาย  ท่านวิโนบาใช้วิธีเดินเผยแพร่ความคิดและรณณรงค์เรื่องนี้ด้วยเท้าเปล่าทั่วอินเดียเป็นเวลาถึง  13 ปี ปัจจุบันยังมีผู้สืบทอดวิธีการนี้ในหลายแห่งทั้งในอินเดียและศรีลังกา

   นับจากปี 1969 ท่านวิโนบาประกาศตัวปลีกวิเวกกลับไปยังอารามของท่าน และบำเพ็ญตนทางศาสนาอย่างเคร่งครัดเดียวดาย ไม่ยอมยุ่งเรื่องภายนอกอีกเลย   ในปี 1976 ท่านอดอาหารเพื่อเรียกร้องให้หยุดฆ่าวัวทั่วประเทศ เดือนพฤษภาคม 1979 ได้เรียกร้องให้ โมราจี แดจาย นายกอินเดียขณะนั้นซึ่งเป็นเพื่อนที่มีความเชื่อทางศาสนาแบบเดียวกัน ให้ออกกฎหมายสั่งห้ามการฆ่าวัวทั่วประเทศ ความศรัทธาทางศาสนาท่านพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันจากไปในวันที่ 15 พฤศจิกายา 1982

หตุการณ์ที่กล่าวมานี้ ล่วงเลยมาหลายสิบปี จนโลกแทบจะลืมไปหมดสิ้น แต่วิวัฒนาการของกลุ่มพลังศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย เช่น กลุ่มสันติอโศก ธรรมกาย และพรรคการเมืองบางพรรคที่เคยเกิดมาระยะหนึ่ง รวมทั้งชุมชนคริสต์และอิสลามก้าวหน้าในบางประเทศ  ไม่แตกต่างจากอินเดียยุคหลายสิบปีก่อนมากนัก